วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2565

PINA OFFICE (thailand) by kontumbab design studio

PINA OFFICE(Thailand)



Architecture Design,Interior Design,Designer,Drawing,Construction,Home Builtder,Built,Drafting,Renovation,Decoration,3D Presentation,Estimater,Consultant,Cost Control,Site Management,Contractor,รับออกแบบบ้าน อาคารต่างๆ,รับออกแบบตกแต่งภายใน,รับสร้างบ้าน,รับเหมาก่อสร้าง,รับเหมาตกแต่งภายใน,รับเหมาต่อเติมและปรับปรุงอาคาร,รับเขียนแบบบ้าน อาคารต่างๆ,รับทำภาพสามมิติเสมือนจริง,รับถอดแบบประมาณราคา,รับควบคุมและวางแผนงานก่อสร้าง,รับบริหารและจัดการงานก่อสร้าง,รับวัดพื้นที่สำรวจอาคาร

บริษัท คนทำแบบ ดีไซน์ สตูดิโอ จำกัด
Website : www.คนทำแบบ.com Hotline : 0917593840
Email : kontumbab@gmail.com Facbook : @kontumbab คนทำแบบ
Line ID : @kontumbab

PINA OFFICE (thailand) by kontumbab design studio


KONTUMBAB DESIGN STUDIO


Architecture Design,Interior Design,Designer,Drawing,Construction,Home Builtder,Built,Drafting,Renovation,Decoration,3D Presentation,Estimater,Consultant,Cost Control,Site Management,Contractor,รับออกแบบบ้าน อาคารต่างๆ,รับออกแบบตกแต่งภายใน,รับสร้างบ้าน,รับเหมาก่อสร้าง,รับเหมาตกแต่งภายใน,รับเหมาต่อเติมและปรับปรุงอาคาร,รับเขียนแบบบ้าน อาคารต่างๆ,รับทำภาพสามมิติเสมือนจริง,รับถอดแบบประมาณราคา,รับควบคุมและวางแผนงานก่อสร้าง,รับบริหารและจัดการงานก่อสร้าง,รับวัดพื้นที่สำรวจอาคาร

บริษัท คนทำแบบ ดีไซน์ สตูดิโอ จำกัด
Website : www.คนทำแบบ.com Hotline : 0917593840
Email : kontumbab@gmail.com Facbook : @kontumbab คนทำแบบ
Line ID : @kontumbab

วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559


KONTUMBAB DESIGN STUDIO Co.,Ltd.

Architecture Design,Interior Design,Designer,Drawing,Construction,Home Builtder,Built,Drafting,Renovation,Decoration,3D Presentation,Estimater,Consultant,Cost Control,Site Management,Contractor,รับออกแบบบ้าน อาคารต่างๆ,รับออกแบบตกแต่งภายใน,รับสร้างบ้าน,รับเหมาก่อสร้าง,รับเหมาตกแต่งภายใน,รับเหมาต่อเติมและปรับปรุงอาคาร,รับเขียนแบบบ้าน อาคารต่างๆ,รับทำภาพสามมิติเสมือนจริง,รับถอดแบบประมาณราคา,รับควบคุมและวางแผนงานก่อสร้าง,รับบริหารและจัดการงานก่อสร้าง,รับวัดพื้นที่สำรวจอาคาร


























บริษัท คนทำแบบ ดีไซน์ สตูดิโอ จำกัด
Website : www.คนทำแบบ.com Hotline : 0917593840
Email : kontumbab@gmail.com Facbook : @kontumbab คนทำแบบ
Line ID : @kontumbab

วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

หันหน้าบ้านทางทิศไหนดี

หันหน้าบ้านทางทิศไหนดี ?

อีกหนึ่งปัจจัยเสริมที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงนัก กรณีที่คนจีนนิยมสร้างบ้านหันทางทิศใต้ เนื่องจากเมืองจีนในช่วงฤดูหนาว จะมีอุณหภูมิหนาวมาก อุณหภูมิต่ำในเกณฑ์ติดลบ ช่วงฤดูหนาวจะอยู่ในช่วงปลายปี พฤศจิกายน – มกราคม เป็นช่วงเดียวกับลมเปลี่ยนทิศทาง เป็นลมทิศเหนือ หากบ้านหันหน้าทางทิศเหนือ ความหนาวที่มีมากอยู่เดิมแล้วจะหนาวกว่าปกติ การหันบ้านทางทิศใต้ จึงช่วยเพิ่มอุณหภูมิที่เกิดจากแสงแดดได้เป็นอย่างดี เพราะแสงแดดในฤดูหนาวจะส่องทางทิศใต้มากเป็นพิเศษ

   จากฮวงจุ้ยจีนซึ่งเหมาะกับภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ วิถีชีวิตของคนจีนเท่านั้น หลักฮวงจุ้ยที่ถูกต้องจะต้องประยุกต์ให้เหมาะสมแต่ละพื้นที่ไม่สามารถนำทฤษฎีตายตัวมาใช้ได้ แต่ให้นำหลักการณ์มาใช้แทนครับ สำหรับคนไทยเรานั้น นิยมหันหน้าบ้านทางทิศเหนือ และทิศตะวันออก นั่นเป็นเพราะคนไทยสมัยก่อนมุ่งเน้นการออกแบบบ้านให้เหมาะสมกับการอยู่อาศัย บ้านเย็นสบายตลอดทั้งปี การหันหน้าบ้านทางทิศเหนือหรือทิศตะวันออก ช่วยทำให้บ้านเย็นอยู่สบาย เพราะแสงแดดยามเช้าจะเป็นแดดที่ไม่แรงนัก แดดจะแรงในช่วงบ่าย โดยช่วงบ่ายแดดจะส่องทางทิศตะวันตกและทิศใต้ การหันบ้านทางทิศใต้หรือทิศตะวันตกในภูมิอากาศของไทย สามารถทำได้แต่จำเป็นต้องแก้ฮวงจุ้ยเพิ่มเติม เพราะจะทำให้บ้านได้รับความร้อนมากกว่าทิศเหนือและทิศตะวันออก รวมทั้งฤดูหนาวของไทย ไม่ได้หนาวมากดั่งเช่นประเทศจีน ทำให้การหันบ้านทางทิศเหนือ ทิศตะวันออก ได้รับทั้งร่มเงาจากตัวบ้าน รับลมเย็นในช่วงหน้าหนาว ช่วยให้การอยู่อาศัยสบาย ประหยัดพลังงานได้ดีครับ และหากมองในเรื่องอาชีพ คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้นิยมค้าขาย แต่นิยมทำงานบริษัท รับราชการ วิถีชีวิตที่แตกต่างกัน ฮวงจุ้ยต้องแตกต่างกัน

ทั้งนี้แน่นอนว่าคงเป็นไปไม่ได้เลย หากจะให้บ้านทั้งประเทศ หันไปในทิศทางเดียวกัน สำหรับบางบ้านอาจจำเป็นต้องหันทางทิศตะวันตกหรือทิศใต้ ไม่ต้องเป็นกังวลไปนะครับ ฮวงจุ้ยสามารถปรับแก้ได้ทุกกรณี หากบ้านหันทางทิศใต้หรือทิศตะวันตก ควรปลูกต้นไม้มาบดบังแสง ต่อเติมระแนงบังแดด รวมถึงผนังบ้านฝั่งดังกล่าว อาจติดตั้งฉนวนกันความร้อน บางบ้านนิยมก่ออิฐสองชั้นเพื่อป้องกันความร้อนจากแสงแดดเข้าสู่ตัวบ้าน ก็สามารถช่วยลดความร้อนได้เช่นกัน ที่สำคัญ ควรให้บ้านมีจุดระบายอากาศ โดยเฉพาะทางทิศใต้และทิศเหนือ ให้มีช่องระบายอากาศอย่างพอเหมาะ อีกหนึ่งแนวทางที่ได้ผลดี ในทิศดังกล่าวอาจออกแบบไว้ให้เป็นระเบียงที่มีหลังคา ช่วงของระเบียงบ้านจะบดบังแสงเข้าสู่ตัวบ้าน พร้อมทั้งระบายความร้อนด้วยช่องว่างของระเบียงไปในตัว เพียงเท่านี้บ้านก็อยู่สบายครับ

เคล็ดไม่ลับ : หากต้องการให้การอยู่อาศัยเย็นสบาย ไม่ว่าบ้านจะหันไปทางทิศไหน การวางผังภายในบ้านเป็นสิ่งสำคัญ ทิศตะวันตก ทิศใต้ เป็นทิศที่แสงแดดเข้าถึง เหมาะกับห้องน้ำ ห้องครัว ห้องซักล้าง โซนตากผ้า แสงแดดช่วยป้องกันการอับชื้นได้เป็นอย่างดี หากเป็นห้องน้ำที่แยกโซนเปียกแห้ง โซนเปียกควรจัดไว้ติดผนัง จะส่งผลให้แห้งไวครับ ส่วนทิศตะวันออกและทิศเหนือ เหมาะกับห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องทำงานหรือสนามนั่งเล่นในยามเย็นเพราะหลังจากช่วงบ่ายทิศดังกล่าวจะไม่มีแสงแดด ทำให้ความร้อนไม่สะสมภายในห้อง เมื่อถึงยามค่ำคืนเข้าห้องมาแล้วก็จะรู้สึกเย็นสบายครับ หรือหากเป็นสนามหญ้านอกบ้าน ก็สามารถใช้ประโยชน์ นั่งเล่นชิลๆได้อย่างเต็มที่ ทำให้การอยู่ในบ้าน เติมเต็มความสุขมากยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นการปรับแก้ฮวงจุ้ยนั่นเองครับ ท่านใดมีข้อสงสัย สามารถสอบถามกันมาได้ บ้านไอเดีย หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ผู้อ่าน มองเรื่องฮวงจุ้ยเป็นเรื่องของเหตุและผล ที่สามารถพิสูจน์ได้จริงทางวิทยาศาสตร์ ไม่ได้เป็นเพียงความเชื่ออีกต่อไป

บทความโดย © : banidea.com 

วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2557

แบบบ้านแจกฟรี จาก กทม.

100 แบบบ้านแจก “ฟรี” ของขวัญปลายปีจากกทม.
สำหรับผู้ที่สนใจอยากมีบ้านหลังใหม่ หรือกำลังมองหาแบบบ้านอยู่ สามารถเข้าไปในเว็บไซต์ข้างต้นแล้วเลือกแบบบ้านที่ตนเองต้องการ จากนั้นนำสำเนาบัตรประชาชนไปยื่นขอถ่ายสำเนาแบบบ้านนั้นที่สำนักงานเขตที่ตนเองพักอาศัยอยู่ โดยเสียเพียงค่าถ่ายเอกสารแบบบ้านไม่เกินชุดละ 80 บาทเท่านั้น ส่วนราคาค่าก่อสร้างที่ระบุไว้ในแบบบ้านแต่ละแบบนั้นเป็นราคาค่าโครงสร้างบ้านเท่านั้น โดยในปีหน้าทางสำนักการโยธายังจะมีแบบบ้านมามอบให้กับประชาชนทุกคน ซึ่งจะเป็นแบบบ้านสำหรับผู้สูงอายุ หรือแบบบ้านที่เหมาะสมสำหรับบ้านที่มีผู้สูงอายุพักอาศัยอยู่ด้วย
หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่โทร. 0 2245 8100 ในวันและเวลาราชการ
โดยลูกบ้านสนุก โฮมสามารถชมแบบบ้านเพิ่มเติมได้ที่สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร http://office.bangkok.go.th/ppucd/yota_house/home.html





วันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ส่งท้ายบ้านเก่าต้อนรับบ้านใหม่

ส่งท้ายบ้านเก่า ต้อนรับบ้านใหม่


3 ธ.ค. 2555 | 3682 views
            ในชีวิตหนึ่งเราจะมีบ้านได้สักกี่หลัง ใช่ครับ... ไม่ง่ายเลยกับการมีบ้านสักหลัง ไม่ว่าจะเป็นบ้านเก่าหรือบ้านใหม่ ผู้เป็นเจ้าของบ้านก็คงอยากอยู่กับบ้านแสนรักไปนานๆ คอลัมน์ “สถาปัตยกรรม” ฉบับนี้ ขอเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับบ้านเก่าและบ้านใหม่ มาดูกันว่ามีสิ่งใดต้องตรวจเช็กและให้ความสำคัญบ้างครับ
บ้านเก่า
1. บ้านต้องมีอายุเท่าไรถึงจะเรียกว่าเก่า และสามารถเช็กสภาพบ้านด้วยตัวเองได้ไหม
            บ้านอายุ 15 ปีขึ้นไปนับตั้งแต่วันก่อสร้างอาจเริ่มแสดงให้เห็นความทรุดโทรม ไม่ว่าจะเป็นสภาพสีภายนอกที่เกิดการลอกร่อน หากสีไม่ได้คุณภาพก็จะเป็นผงหลุดล่อนติดมือง่าย งานท่อประปาที่เริ่มแตกหรือรั่วซึม ฉนวนหุ้มสายไฟเริ่มเสื่อมสภาพ ไมว่าจะเปลี่ยนสี เปื่อยยุ่ย หรือมีรอยฉีกขาด รวมถึงงานโครงสร้างสำคัญของบ้าน ซึ่งอาจมีการทรุดตัวของพื้นหรือโครงสร้างบางส่วน เจ้าของบ้านจึงควรหมั่นสังเกตเป็นประจำว่ามีการแตกร้าวของโครงสร้างหรือการทรุดตัวมากขึ้นจากปีก่อนมากน้อยเพียงใด
2. ควรตรวจเช็กอะไรในบ้านเก่ามากที่สุด และตรวจอย่างไร   
            สิ่งที่ควรตรวจเช็กคือโครงสร้างบ้านเก่า เริ่มต้นจากการเดินสังเกตสิ่งปลูกสร้างโดยรอบว่ามีการทรุดเอียง บิด หรือแตกร้าวในส่วนใดบ้าง ควรให้ความใส่ใจกับทุกส่วนของบ้าน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการวางของหนักเป็นเวลานาน เช่น ห้องเก็บของ ห้องแต่งตัว หรือส่วนที่มีเฟอร์นิเจอร์น้ำหนักมากตั้งอยู่ หากพบแต่ไม่แน่ใจในความเสียหาย ควรถ่ายภาพเพื่อนำไปปรึกษาวิศวกรหรือสถาปนิกต่อไป สำหรับรอยร้าวที่ไม่น่าไว้จะมีลักษณะดังนี้ 
1) รอยร้าวทแยงมุมบนผนังซึ่งทำมุม 45 องศากับพื้น เป็นรอยร้าวที่อาจเกิดจากการทรุดตัวของฐานรากหรือเสา บ่งบอกว่าโครงสร้างบ้านเริ่มไม่แข็งแรงแล้ว
2) รอยร้าวที่มีความกว้างตั้งแต่ 0.5 มิลลิเมตรขึ้นไป
3) รอยร้าวกว้างที่ขยายมากขึ้น ยาวมากขึ้นเรื่อย ๆ
4)  ประตูหน้าต่างเริ่มปิดไม่เข้า
5) มีเศษปูนร่วงหล่นจากเสาคานและพื้น
6) ระบบท่อน้ำประปาเริ่มแตก ชำรุดเสียหาย
7) อาคารมีลักษณะเอียง 
8) มีเสียงลั่นของอาคารเป็นบางครั้ง โดยเฉพาะเวลากลางคืน  
3. การปรับปรุงต่อเติมบ้านเก่าควรดูเรื่องอะไรบ้าง 
            อย่างแรกต้องสำรวจว่าขนาดพื้นที่ใช้สอยของบ้านเก่าเพียงพอต่อการใช้งานตามความต้องการใหม่หรือไม่ หากไม่พอจะวางแผนต่อเติมขยายพื้นที่อย่างไร ต่อมาต้องดูโครงสร้างบ้านว่าจะรับน้ำหนักเพิ่มได้มากแค่ไหน เช่น ถ้าต้องการเปลี่ยนบ้านไม้เก่าเป็นร้านหนังสือ โครงสร้างของบ้านอาจพังลงมาได้ เนื่องจากไม่สามารถรับน้ำหนักที่เพิ่มได้ นอกจากนี้งานระบบไฟฟ้าและประปาก็เป็นเรื่องสำคัญ ลองตรวจดูของเดิมว่าเพียงพอสำหรับกิจกรรมใหม่ที่จะใช้งานหรือไม่ เช่น กำลังไฟฟ้าของบ้านเก่ามีเพียง 15 แอมป์ แต่ต้องการจะปรับปรุงเป็นร้านอาหารซึ่งอาจต้องใช้ไฟมากถึง 45 แอมป์ 
4. เราใช้อะไรเป็นตัววัดว่าจะแค่ปรับปรุงหรือทุบบ้านเก่าเพื่อสร้างใหม่ 
             การจะปรับปรุงหรือจะทุบแล้วสร้างใหม่มักขึ้นอยู่กับ 3ปัจจัยหลัก ดังนี้ 
1) เมื่อเปรียบเทียบพื้นที่ใช้สอยเดิมกับพื้นที่ใช้สอยใหม่แล้วมีความแตกต่างกันมาก หรือมีการขยายเพิ่มไปกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ การทุบบ้านเก่าเพื่อสร้างใหม่ให้ผลดีกว่าการต่อเติม เพราะได้ประโยชน์ใช้งานคุ้มค่ากว่า
2) งบประมาณของเจ้าของบ้าน แน่นอนว่าการทุบบ้านเก่าและสร้างใหม่อาจใช้งบประมาณสูงกว่า แต่คุ้มค่ากว่าอย่างแน่นอนในระยะยาว อย่างไรก็ตามหากมีงบจำกัดจริงๆ การต่อเติมก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ
3) โครงสร้างความแข็งแรงของบ้านเก่า หากบ้านมีอายุเกิน 15 ปีก็คงไม่เหมาะที่จะทำแค่เพียงปรับปรุง เพราะเมื่อเพิ่มการใช้งานเข้าไป น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นภาระแก่ตัวบ้าน การสร้างใหม่ปลอดภัยกว่า
5. ตรวจงานระบบไฟฟ้าและประปาเองได้ไหม และต้องตรวจอย่างไร
            การตรวจระบบไฟฟ้าและประปาเบื้องต้นด้วยตัวเอง สามารถทำได้ตามขั้นตอนนี้
ระบบประปา
1) ทดสอบระบบน้ำประปาจากปั๊มน้ำเข้าบ้าน เมื่อปิดน้ำทุกจุดในบ้านแล้วปั๊มน้ำจะต้องหยุดทำงานด้วย หากเครื่องปั๊มทำงานเป็นระยะ แสดงว่ามีน้ำรั่วในระบบ 
2) ทดสอบระบบน้ำประปาจากมิเตอร์หน้าบ้านไปยังแท็งก์น้ำ โดยปล่อยให้น้ำเข้าแท็งก์จนเต็ม เมื่อน้ำเต็มแล้วตัวเลขมิเตอร์น้ำจะต้องหยุดนิ่ง หากตัวเลขยังหมุนต่อเนื่องแสดงว่ามีน้ำรั่วในท่อระหว่างมิเตอร์ไปยังแท็งก์น้ำ 
3) ดูระบบระบายน้ำ โดยดูจากบ่อพักระบายน้ำ (ซึ่งมักมีฝาคอนกรีตปิด) หรือรางระบายน้ำว่ามีเศษดินเศษใบไม้สะสมอุดตันอยู่หรือไม่ เมื่อมีการใช้น้ำในบ้าน น้ำไหลทิ้งจะได้ผ่านระบบนี้ได้สะดวก 
ระบบไฟฟ้า
1) ทดสอบเปิด-ปิดวงจรไฟฟ้าที่ตู้เบรกเกอร์ควบคุมทีละวงจร สำหรับปลั๊กไฟให้ใช้ไขควงวัดไฟทดสอบว่าทำงานเป็นปกติหรือไม่
2) สังเกตดูฉนวนหุ้มสายไฟว่ามีการเปลี่ยนสีหรือกรอบแตกบ้างหรือไม่ หากพบก็แสดงว่าสายไฟเริ่มเสื่อมสภาพแล้ว ถ้าเป็นไปได้ควรเปลี่ยนสายไฟใหม่
บ้านใหม่
6. บ้านใหม่ยังมีกลิ่นสี กลิ่นทินเนอร์ ทำอย่างไรให้กลิ่นหายไวๆ
           สีทาตัวอาคารที่ได้มาตรฐานในปัจจุบันจะใช้น้ำเป็นตัวทำละลายหรือเป็นตัวเจือจางสี จึงไม่ค่อยประสบปัญหาเรื่องกลิ่นฉุนจากทินเนอร์หรือน้ำมันสนเท่าไร ทว่าสำหรับกระบวนการตกแต่งภายในยังมีการใช้ทินเนอร์และน้ำมันสนอยู่ จึงอาจมีกลิ่นฉุนติดค้าง วิธีแก้ไขคือ ช่วงกลางวันควรเปิดประตู-หน้าต่างเอาไว้ให้อากาศไหลเวียน จะทำให้กลิ่นเจือจางเร็วขึ้น ส่วนกลางคืน ขณะปิดประตูหน้าต่างแล้ว ให้วางถ่านหุงข้าวไว้ภายในห้องหรือตามมุมต่างๆ ถ่านหุงข้าวจะมีคุณสมบัติช่วยดูดกลิ่นได้ดี
7. ขอบ้านเลขที่ใหม่ ไฟฟ้า ประปา ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง
            คงต้องเริ่มจากการขอบ้านเลขที่ใหม่เป็นอันดับแรก โดยนำเอกสารดังต่อไปนี้ไปยื่นขอ ณ ที่ว่าการอำเภอ  
- สำเนาใบอนุญาตปลูกสร้างอาคาร (ถ้ามี)
- สำเนาบัตรประชาชนของผู้เป็นเจ้าบ้านใหม่
- สำเนาทะเบียนบ้าน (เดิม) ของผู้เป็นเจ้าบ้านใหม่ 
- เอกสารคำร้อง (ขอได้จากหน่วยงานราชการที่ไปติดต่อ)
ส่วนการขอไฟฟ้าและประปาก็คล้ายกัน โดยต้องติดต่อกับหน่วยงานไฟฟ้าหรือประปาใกล้บ้าน โดยมีเอกสาร ดังนี้
- สำเนาบัตรประชาชนเจ้าของบ้านใหม่
- สำเนาทะเบียนบ้าน (ซึ่งได้รับบ้านเลขที่ใหม่แล้ว) พร้อมมีชื่อเจ้าของบ้าน
- เอกสารคำร้อง (ขอได้จากหน่วยงานราชการที่ไปติดต่อ)
- เงินค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้าและมิเตอร์ประปา
8. การตรวจรับบ้านจากช่างควรเตรียมการอย่างไรบ้าง
8.1. ตรวจดูสภาพโดยรวมของบ้าน (ที่ใกล้จะเสร็จแล้ว) เช่น งานท่อระบายน้ำรอบบ้าน งานรั้ว งานสี งานพื้นโรงรถ งานพื้นทางเดินนอกบ้าน งานติดตั้งปั๊ม + แท็งก์น้ำ ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดเป็นงานจิปาถะในงวดสุดท้ายก่อนส่งบ้าน ควรจัดทำบันทึกให้ช่างเข้าเก็บงาน
8.2. ให้ช่างวางแผนเก็บงานตามที่บันทึก แล้วนัดส่งมอบบ้านหลังจากงานเสร็จ
9. การตรวจรับบ้านต้องดูอะไรบ้าง
            เจ้าของบ้านอาจพาเพื่อนที่มีความรู้ด้านการก่อสร้างไปด้วยก็ได้ ระหว่างเดินตรวจงานอาจใช้เทปกาวพร้อมปากกาเมจิกเขียนและแปะเพื่อทำเครื่องหมายบนจุดที่ต้องการแก้ไข เพื่อให้เห็นได้ชัดเจนและง่ายต่อการตรวจเช็กในรอบต่อไป การตรวจรับบ้านควรจัดทำรายงานตรวจทีละห้องหรือทีละบริเวณ ซึ่งแต่ละห้องมีจุดที่ต้องตรวจ ดังนี้
- พื้น ไฟแสงสว่าง ระเบียงกันสาด
- ผนัง ปลั๊กไฟ
- ฝ้าเพดานเครื่องปรับอากาศ
- ประตูสุขภัณฑ์
- หน้าต่าง ราวกันตก ราวจับ
10. ผู้รับเหมาควรส่งมอบอะไรให้เจ้าของบ้านบ้าง เมื่อตรวจรับบ้านเสร็จแล้ว
- ลูกกุญแจทั้งหมด
- แบบแนวการเดินท่อน้ำ ท่อไฟ ซึ่งอาจแสดงไว้ในแปลนพื้น
- ตู้เบรกเกอร์ประจำบ้านต้องระบุชื่อการแยกวงจรควบคุมไฟฟ้าอย่างชัดเจน
- เอกสารรับประกันต่างๆ อาทิ ปั๊มน้ำ แท็งก์น้ำ ถังบำบัด และระบบกำจัดปลวก  
- เอกสารการรับประกันผลงานของผู้รับเหมาที่ระบุวันเริ่มรับประกัน และระยะเวลาการประกันผลงาน
- แบบก่อสร้างจริง (As Built Drawing) หากมีการตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้

@ขอบคุณ บ้านและสวน www.baanlaesuan.com

วันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2557

Details สามัญประจำบ้าน

Details สามัญประจำบ้าน


29 ม.ค. 2556 | 5642 views
             เคยได้ยินวลีว่า "God is in the Details" ไหมครับ 
     นอกจากพื้นที่ใช้สอย ระยะ และรูปแบบของพื้นที่แล้ว ความงาม ความลงตัว และการใช้ประโยชน์ได้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็อยู่ที่ “Detail” หรือรายละเอียดของงานด้วย คอลัมน์ “สถาปัตยกรรม” ฉบับนี้ขอเสนอรายละเอียดที่สำคัญของบ้าน ซึ่งจะทำให้บ้านของเราใช้งานได้ดีและสวยงามลงตัวมากขึ้น ถือเป็น Details สามัญประจำบ้านก็ว่าได้ครับ 
1. ระเบียงไม้
     ดูเผินๆระเบียงไม้อาจไม่มีรายละเอียดอะไรน่าเป็นห่วง แต่ภายใต้พื้นไม้เว้นร่องที่น้ำฝนไหลผ่านลงไปได้นั้นสำคัญกว่า หากเป็นพื้นไม้ที่ติดตั้งบนโครงคร่าวไม้หรือเหล็กก็อาจไม่มีปัญหาเรื่องความชื้น แต่ถ้าเป็นระเบียงไม้ที่มีพื้นคอนกรีตรองรับอยู่ด้านล่าง สิ่งที่ควรคำนึงถึงมีดังนี้
     ลูกปูน จำเป็นต้องมีอย่างยิ่ง ควรหนุนลูกปูนสูงประมาณ 5 – 10 เซนติเมตร เพื่อไม่ให้โครงสร้างพื้นไม้สัมผัสน้ำตลอดเวลา มิฉะนั้นไม้อาจผุเสียหายได้ 
     การเทสโลปที่ถูกต้อง ต้องทำให้พื้นคอนกรีตมีความลาดเอียงไปยังตำแหน่งของท่อระบายน้ำที่เตรียมไว้ 
     ช่องน้ำล้นช่วยกันน้ำล้น ช่องน้ำล้นมีขนาดประมาณ 5 x 15 เซนติเมตร เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมี โดยติดตั้งเหนือจากพื้นคอนกรีตประมาณ 5 เซนติเมตร เพื่อช่วยในการระบายน้ำกรณีที่ท่อระเบียงระบายไม่ทัน เป็นการป้องกันน้ำท่วมระเบียงนั่นเอง  
  
2. เซาะร่อง
            เซาะร่อง คือ แนวร่องที่ทำบนพื้นผิวซีเมนต์ของอาคารเพื่อประโยชน์ในด้านต่างๆดังต่อไปนี้
            ลดการแตกร้าวที่เกิดจากการทรุดตัวของโครงสร้าง ระหว่างการก่อผนังแม้ช่างจะเสียบเหล็กหนวดกุ้งที่เสาแล้วก็ตาม แต่ก็อาจเกิดการทรุดตัวของโครงสร้างและเกิดรอยร้าวระหว่างเสาคานกับผนังได้ การเซาะร่องตามแนวรอยต่อของเสาคานกับผนังจะช่วยลดการแตกร้าวและควบคุมทิศทางของแนวแตกให้เกิดในร่องที่เซาะไว้แล้วเท่านั้น  
            ป้องกันการแตกร้าวที่เกิดจากการยืดหรือหดตัวของวัสดุ เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ธรรมชาติของวัสดุก่อสร้างจะมีการหดและขยายตัว ซึ่งอาจทำให้พื้นผิวของวัสดุเกิดรอยแตกร้าวได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นผิวปูนฉาบ จึงควรทำเส้นเซาะร่องเป็นระยะทุก 3-4 เมตร หรืออาจเซาะร่องที่แนวรอยต่อของเสาคานกับผนังก็ได้เช่นกัน
    ช่วยจบรอยต่อของวัสดุสองชนิดที่มาชนกัน การก่อสร้างโดยปกติเมื่อมีวัสดุสองชนิดมาชนกันก็มักเกิดรอยต่อที่ดูไม่เรียบร้อย เช่น รอยต่อระหว่างวงกบประตู-หน้าต่างกับผนังปูนฉาบ นอกจากนี้ยังอาจทำให้ผิวปูนฉาบที่มีความหนาไม่เพียงพอเกิดการหลุดล่อน การเซาะร่องตรงรอยต่อระหว่างวงกบประตู-หน้าต่างกับผนังปูนฉาบจะช่วยให้เกิดความเรียบร้อยบริเวณรอยต่อ อีกทั้งผิวปูนฉาบไม่หลุดล่อนด้วย 
    เพิ่มลวดลายและลูกเล่นให้ผนังที่เรียบเกินไป สำหรับอาคารที่มีพื้นที่ผนังขนาดใหญ่ อาจทำให้เกิดความรู้สึกน่าเบื่อ การเพิ่มลวดลายให้ผนังด้วยการเซาะร่องก็เป็นลูกเล่นที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้อาคารได้อย่างหนึ่ง และในแง่ของจิตวิทยาก็ยังเป็นการลดขนาดของห้อง ทำให้ห้องนั้นดูอบอุ่นและน่าอยู่ยิ่งขึ้น
    วิธีเซาะร่องที่นิยมทำกันก็คือใช้อุปกรณ์เซาะทำร่องในขณะที่ปูนกำลังเซตตัว หรือจะใช้เซาะร่องพีวีซีหรือ สเตนเลสฝังบนพื้นผิวขณะที่ปูนกำลังเซตตัวก็ได้เช่นกัน
3. หลังคาคอนกรีตเรียบ
    หลังคาคอนกรีตเรียบนั้นมีรายละเอียดมากกว่าหลังคาประเภทอื่น โดยเฉพาะเรื่องความร้อนและการป้องกันการรั่วซึม การผสมสารกันซึมในเนื้อคอนกรีตระหว่างการผสมและเทคอนกรีตจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำ 
           แผ่นโซลาร์สแล็บช่วยให้หลังคาเย็นขึ้น การปูหลังคาคอนกรีตด้วยแผ่นโซลาร์สแล็บ (แผ่นคอนกรีตที่มีขาสี่มุมและยกสูงขึ้นมา 3 – 5 เซนติเมตร) ทำให้เกิดช่องว่างใต้แผ่น ช่วยลดความร้อนและป้องกันหลังคาคอนกรีตแตกร้าวเนื่องจากการหดหรือขยายตัว
           การระบายน้ำผ่านช่องน้ำล้น (Overflow) ช่องน้ำล้นจะช่วยระบายน้ำในกรณีที่ท่อระบายน้ำบนหลังคาระบายไม่ทัน ตำแหน่งของช่องน้ำล้นจะอยู่สูงจากพื้นหลังคาประมาณ 5 – 10 เซนติเมตร เมื่อระบายน้ำไม่ทันและน้ำเอ่อสูงถึงขอบช่องน้ำล้นนี้ น้ำก็จะถูกระบายออกไม่ให้สะสมมากเกินไปจนอาจเข้าไปภายในบ้าน วัสดุที่ใช้ทำช่องน้ำล้นมีทั้งสเตนเลสที่นำมาพับตามแบบและติดตั้งเข้าไป หรืออาจเจาะช่องธรรมดาก็ได้ แล้วแต่ความชอบและงบประมาณ
4. ประตู หน้าต่าง และช่องเปิด
   ประตู หน้าต่าง และช่องเปิดมีความสำคัญตรงที่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างสิ่งแวดล้อมภายนอกบ้านกับบรรยากาศภายในบ้าน นำแสงและลมธรรมชาติเข้ามาช่วยให้บ้านเกิดภาวะน่าสบาย แต่มักมาพร้อมกับปัญหารั่วซึมของน้ำฝนและอื่นๆ สิ่งที่พึงใส่ใจมีดังนี้
  บริเวณธรณีของประตู ควรลดระดับลงประมาณ 5 - 7 เซนติเมตร เพื่อกันน้ำฝนสาดเข้ามาตามช่องว่างระหว่างประตูกับพื้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประตูที่ภายนอกไม่ได้มีกันสาดป้องกันน้ำฝน  
TIP
           หากต้องการสกัดพื้นบริเวณธรณีประตูเพื่อลดระดับ ควรปรึกษาสถาปนิกและผู้รับเหมา รวมถึงตรวจสอบว่ากระทบกับแนวโครงสร้างหลักของอาคารหรือไม่ นอกจากนี้การลดระดับยังต้องสัมพันธ์กับขนาดบานประตูที่ต้องเพิ่มมากขึ้นด้วย
           บริเวณวงกบและช่องว่างระหว่างประตู ควรมีลักษณะ “บังใบ” คือการทำให้ความกว้างของสันบานประตูมีความสูงต่ำแตกต่างกัน ทำให้ไม้อีกส่วนหนึ่งเตี้ยลงประมาณ 1 เซนติเมตร ลักษณะซ้อนเหลื่อมกันดังภาพ จะช่วยป้องกันน้ำฝนสาดได้ 
           บริเวณทับหลังหรือวงกบบนของหน้าต่าง มักมีการเพิ่ม “บัวหยดน้ำ” ลักษณะเป็นร่องเล็กๆเพื่อป้องกันและหยุดการลามของน้ำฝนเข้ามาสู่ขอบหน้าต่างด้านใน โดยทำเป็นร่องกว้างและลึกประมาณ 1 เซนติเมตร เว้นจากขอบด้านนอกเข้ามาประมาณ 3 – 5 เซนติเมตร
TIP  
           การเพิ่มแนวบัวหยดน้ำในแบบที่ยื่นออกมาจากอาคารด้านบนควรปรับให้มีความลาดเอียงสักเล็กน้อย เพื่อลดปัญหารั่วซึมที่อาจเกิดขึ้น
บริเวณรางด้านล่างของชุดหน้าต่างอะลูมิเนียม ควรเพิ่ม “รูระบายน้ำขนาดเล็ก” รูปทรงคล้ายแคปซูลเพื่อระบายน้ำฝนที่มักไหลเข้ามาในร่องของรางหน้าต่าง 
TIP 
           รายละเอียดและคุณภาพของชุดหน้าต่างอะลูมิเนียมมักมีความแตกต่างกันไปในแต่ละเจ้า ขึ้นอยู่กับฟังก์ชันและการใช้งาน รวมถึงราคาที่เราต้องจ่าย แต่มาตรฐานของชุดหน้าต่างอะลูมิเนียมที่ดีต้องสามารถป้องกันการรั่วซึมของน้ำฝนและอากาศจากภายนอก โดยตรวจสอบแบบก่อนการสร้างจริง พร้อมปรึกษาสถาปนิกเพื่อดูลักษณะของรูปตัดหรือ “Profile” ที่เหมาะสม
           การเลือกกระจกสำหรับหน้าต่าง แนะนำให้ใช้กระจกนิรภัยเทมเปอร์ (Tempered Glass) เนื่องจากเมื่อเกิดการแตกร้าว เศษของกระจกจะมีลักษณะเหมือนเม็ดข้าวโพดเล็กๆ ไม่มีคม จึงเป็นอันตรายน้อยกว่ากระจกแบบธรรมดาที่หากเกิดการแตกร้าวจะมีลักษณะเป็นปากฉลาม ซึ่งเป็นอันตรายแก่ผู้ใช้งาน
TIP 
           กระจกนิรภัยเทมเปอร์ที่ได้มาตรฐานจะมีการติดตัวหนังสือสีขาวเล็กๆไว้ที่มุมของแผ่นกระจก เพื่อบอกชนิดของกระจกและมาตรฐานการรับรอง 
5. ชายคา
           ชายคาหลังคาที่ดีควรมีการยื่นยาวออกมาจากผนังบ้านอย่างพอดี แล้วแต่ทิศทางของผนังนั้นว่าอยู่ทิศไหน และต้องการการป้องกันแสงแดดมากน้อยเพียงใด เพราะหากยื่นยาวมากเกินไปก็จะบังลมที่พัดเข้ามาภายในบ้านได้ 
           การเลือกวัสดุสำหรับฝ้าชายคา ควรเลือกชนิดที่ทนการสัมผัสน้ำฝนได้โดยตรง อาทิ แผ่นแคลเซียมซิลิเกต หรือวัสดุทนสภาพอากาศซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกใช้มากขึ้น บางเจ้ามีการเพิ่มรูระบายอากาศเล็กๆเพื่อระบายอากาศบริเวณเหนือฝ้าอีกด้วย ควรหลีกเลี่ยงการใช้ฝ้ายิปซั่มแบบธรรมดาและแบบทนความชื้น เพราะวัสดุประเภทนี้ไม่ทนการสัมผัสน้ำฝนโดยตรง 
            ตะแกรงลวดกันแมลง หากเป็นฝ้าชายคาแบบโปร่งหรือระแนงที่มีช่องว่างสำหรับถ่ายเทอากาศ ก่อนที่เราจะติดตั้งวัสดุกรุเพดานบริเวณชายคา ควรปูตะแกรงลวดกันแมลงก่อน ช่วยป้องกันไม่ให้แมลงเข้าไปก่อปัญหาในภายหลัง
6. ราวกันตก
            ความสูงของราวกันตก ควรสูงประมาณ 90 เซนติเมตร – 1เมตร (วัดจากระดับพื้นถึงระดับราวจับด้านบน) แต่ถ้าเป็นราวกันตกที่อยู่บนอาคารสูงควรสูง 1.10 เมตรขึ้นไป เพื่อความปลอดภัย 
           ระยะห่างลูกกรงราวกันตก ควรออกแบบซี่ราวกันตกให้มีลักษณะเป็นแนวตั้งมากกว่าแนวนอน และมีระยะห่างระหว่างซี่ราวกันตกน้อยกว่า 10 เซนติเมตร เพื่อหลีกเลี่ยงการร่วงหล่นของวัตถุต่างๆ รวมถึงการปีนป่ายของเด็กเล็ก 
           การเลือกกระจกราวกันตก คล้ายคลึงกับการเลือกชนิดกระจกสำหรับหน้าต่าง แต่ควรคำนึงถึงการยึดกระจกแต่ละแผ่นว่าแข็งแรงหรือมีการสั่นไหวระหว่างการใช้งานหรือไม่ ถ้าพบปัญหาควรแก้ไขทันที โดยเพิ่มตัวยึดให้มากขึ้น
7. บันได
            ระยะลูกตั้งลูกนอนที่เหมาะสม หลักการออกแบบระยะลูกตั้งและลูกนอนมีหลายวิธี แต่ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายคือ  “ระยะลูกตั้ง + ระยะลูกนอน = 45 เซนติเมตร “อาทิ หากระยะลูกตั้ง เท่ากับ 17.5 เซนติเมตร ระยะลูกนอนที่เหมาะสมคือ 27.5 เซนติเมตร โดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 55 กำหนดให้บ้านพักอาศัยต้องมีระยะลูกนอนไม่น้อยกว่า 22 เซนติเมตร และระยะลูกตั้งต้องไม่เกิน 20 เซนติเมตร
            จมูกบันได เป็นส่วนที่อยู่ตอนปลายของระยะลูกนอนและเป็นรายละเอียดสำคัญที่ต้องอยู่คู่กับการออกแบบบันไดเสมอ มีหน้าที่ป้องกันการลื่นล้มระหว่างเดินขึ้นและลง จมูกบันไดมีหลากหลายรูปแบบและวัสดุ ขึ้นอยู่กับความชอบและราคาที่ต่างกัน เช่น พีวีซี อะลูมิเนียม หรือสเตนเลส หากท่านใดออกแบบบันไดที่มีพื้นผิวเป็นคอนกรีตก็สามารถทำจมูกบันไดไปพร้อมกันได้เลย 

@ขอบคุณ บ้านและสวน www.baanlaesuan.com

วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2557

8 สิ่งน่าคิดจากบ้านใน “ประเทศไทย”

8 สิ่งน่าคิดจากบ้านใน “ประเทศไทย”


27 ก.ย. 2555 | 8153 views
            ปัจจัยหนึ่งที่เราต้องนำมาคิดวิเคราะห์สำหรับการออกแบบงานสถาปัตยกรรมก็คือ “ที่ตั้ง” ซึ่งในที่นี้หมายถึงบ้านหรืออาคารนั้นตั้งอยู่ในประเทศใด มีภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร คอลัมน์ “สถาปัตยกรรม”ฉบับนี้ ขอนำเสนอรายละเอียดของบ้านที่เหมาะกับภูมิประเทศของเมืองไทย ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองร้อนชื้น และมีฝนตกชุก มาดูกันว่ามีไอเดียการออกแบบอะไรบ้างที่น่าสนใจ

1. ยกพื้นดีกว่า

            เรือนไทยหรือเรือนพื้นถิ่นสมัยก่อนมักยกพื้นบ้านสูงจากพื้นดิน ปัจจุบันบ้านพักอาศัยโดยทั่วไปจะสูงจากพื้นประมาณ 40 - 70 เซนติเมตร บางบ้านกลัวปัญหาน้ำท่วมจึงยกพื้นสูงกว่านั้น ส่วนใหญ่นิยมยกพื้นชั้นล่างสูงขึ้น 1 เมตร เพราะเป็นตัวเลขที่ลงตัว แต่ความจริงแล้วมีค่าใช้จ่ายแพงมาก เนื่องจากระยะนี้ต้องใช้ทรายถมแทนไม้แบบ หากใช้ไม้แบบก็ต้องทิ้งไม้แบบนั้นไปเลย เพราะความสูงใต้พื้นคานไม่พอที่จะคลานเข้าไปนำไม้แบบออกมา ถ้าอยากประหยัดขอแนะนำให้ยกพื้นขึ้นอย่างน้อย 1.20 เมตร ซึ่งจะมีความสูงใต้พื้นคานเพียงพอที่จะนำไม้แบบออกมา หรือไม่ก็ต่ำกว่า 1 เมตร ไปเลย จะได้เสียค่าทรายถมแทนไม้แบบน้อยลง แต่กรณีเป็นพื้นสำเร็จอาจใช้ระยะสูง 1 เมตรได้ เพราะใต้พื้นสำเร็จมีเฉพาะเสาเล็กๆ ค้ำยันอยู่ การย้ายออกมาจึงง่ายและไม่จำเป็นต้องถมทรายสูงจนถึงท้องพื้น

2. ชายคาบังแดดกันฝนได้จริง 
            บ้านไทยต้องมีชายคายาว แต่ระยะของชายคาที่เราเห็นจนชินตามักยื่นออกมาจากผนังอาคารประมาณ 50 - 60 เซนติเมตร ตัวเลขนี้ได้รับอิทธิพลจากระยะยื่นชายคาของบ้านแบบตะวันตก ซึ่งในเมืองหนาวจะมีข้อจำกัดด้านสภาพภูมิอากาศและวัสดุ (น้ำหนักของหิมะและไม้เนื้ออ่อน) สำหรับระยะการยื่นชายคาที่เหมาะสมของบ้านเราก็คือ 1 - 1.20 เมตร ตัวเลขนี้เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศและวัสดุอีกเช่นกัน ประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้น กล่าวคือมีอากาศร้อนและฝนตกชุก จึงควรยื่นชายคาออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อลดความร้อนจากแสงอาทิตย์และน้ำฝนที่จะโดนผนัง ขณะเดียวกันประเทศไทยก็โชคดีที่มีไม้เนื้อแข็ง ซึ่งสามารถรับน้ำหนักของชายคาที่ยื่นยาว 1 - 1.20 เมตรได้โดยไม่ต้องมีค้ำยัน ปัจจุบันยังมีวัสดุเหล็กที่มีความแข็งแกร่ง จึงทำให้ยื่นชายคาได้มากยิ่งขึ้น

3. ช่องว่างใต้หลังคาให้ลมผ่าน
             คนสมัยโบราณคิดถึงความเป็นจริงที่ว่าอากาศร้อนลอยขึ้นสู่ที่สูง บริเวณหน้าจั่วของบ้านทรงไทยจึงมีการออกแบบให้สามารถระบายอากาศได้ เช่น หน้าจั่วรูปดวงอาทิตย์ หน้าจั่วใบเรือ แต่สมัยนี้การใช้หน้าจั่วลักษณะดังกล่าวอาจดูเชยและไม่เข้ากับตัวอาคาร อย่างไรก็ตามเราอาจนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้ได้ เช่น การออกแบบหลังคาสองชั้น โดยให้หนังคาชั้นล่างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กปกติ แต่ทำหลังคาซ้อนขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งเพื่อให้เกิดช่องอากาศใต้หลังคาทั้งสอง เป็นการป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านได้เป็นอย่างดี

4. บ้านเย็นด้วยช่องแสงใต้หลังคาหรือคอสอง
             คอสอง คือ องค์ประกอบของอาคารนับตั้งแต่คาน หรือคร่าวผนังส่วนบนสุดจนถึงโครงสร้างรับหลังคา ช่องว่างที่เกิดขึ้นนี้นิยมเปิดให้ลมระบายหรือให้แสงเข้า พบได้มากในเรือนไทยประเพณีของภาคใต้ นิยมแกะสลักลายฉลุสวยงามและโปร่ง เพื่อให้ถ่ายเทอากาศได้ดี ถ้าสังเกตจะเห็นเป็นช่องแสงอยู่ใต้หลังคาติดกับฝ้าชายคา หากนำไปประยุกต์กับบ้านสมัยใหม่ที่มีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ก็อาจต้องติดกระจกใสด้านหนึ่ง เพื่อป้องกันอากาศเย็นไหลออก

5. ผนังระบายอากาศ
             “ฝาไหล” คือ การทำฝาไม้สองชั้นตีเว้นช่องสลับกัน หากเลื่อนมาซ้อนกันก็จะเป็นฝาผนังทึบตัน แต่หากเลื่อนขยับฝาชั้นในก็จะทำให้เกิดรูที่ฝานั้น แสงและลมจึงผ่านเข้า-ออกได้ ไอเดียนี้แสดงให้เห็นเรื่องการเลือกให้ผนังบางส่วนเปิดรับแสงและลมได้บ้างในบริเวณที่ต้องการให้เป็นช่องมองผ่านออกจากตัวบ้านหรืออยากระบายอากาศ อาจประยุกต์ให้ดูทันสมัยขึ้นด้วยการใช้เส้นสายแนวตั้งหรือแนวนอน และใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น

6. ช่องแมวลอดมีอยู่จริง 
             ช่องแมวลอด หรือร่องตีนแมว คือ ช่องระหว่างพื้นของเรือนไทยที่ยกระดับแตกต่างกัน เช่น จากชานเรือนกับระเบียงหน้าห้อง ส่วนใหญ่จะสูงประมาณ 30-40 เซนติเมตร เพื่อใช้เป็นทางให้ลมโกรกผ่านกระจายไปทั่วเรือน มีความสูงพอจะทำให้คนเดินอย่างระมัดระวัง อีกทั้งเหมาะกับการนั่งห้อยขาพักผ่อนหรือทำงาน รวมถึงยังมองลอดระหว่างชานเรือนกับใต้ถุนได้ด้วย หากพิจารณาดีๆช่องแมวลอดนี้ถือเป็นการใช้พลังงานให้เกิดสภาวะน่าสบาย เรียกได้ว่าเป็นภูมิปัญญาขั้นสูงของเรือนไทย เพราะเป็นช่องรีดลม เพิ่มความเร็วของลม ถ่ายเทอากาศ และช่วยไล่ความชื้นที่สะสมในตัวเรือน (ความชื้นทำให้เรารู้สึกอึดอัด เพราะเหงื่อตามผิวกายไม่ระเหยออก) ดังนั้น หากใครคิดจะทำเรือนไทย อย่าไปปิดช่องแมวลอด เนื่องจากจะทำให้อากาศถ่ายเทลำบาก และผู้อยู่อาศัยอาจรู้สึกร้อนหรืออึดอัด

7. ครัวไทยต่างจากครัวฝรั่ง

            บ้านไหนที่คิดว่าจะมีการทำอาหารแบบจริงจัง ใช้งานหนัก ใช้งานประจำ การออกแบบครัวแยกออกมาจากตัวบ้านเหมือนเรือนไทยสมัยก่อนเป็นสิ่งที่เหมาะสมและใช้งานได้สะดวกที่สุด เพราะการทำอาหารไทยจะได้กลิ่นฉุนจากเครื่องปรุง หากมีการตำน้ำพริกก็ต้องใช้เคาน์เตอร์ครัวที่แข็งแรงหรืออาจตำที่พื้น อีกทั้งเรื่องความร้อนที่เกิดจากการปรุงอาหาร การแยกครัวออกมาจากตัวบ้านโดยอยู่ไม่ห่างกันมากนักจึงเป็นทางออกที่ดี

8. พื้นที่โล่งรอบบ้านสำหรับการพักผ่อน
            เพื่อให้ได้ใกล้ชิดธรรมชาติ เรายอมแลกกับความไม่สบายบางอย่าง เช่น การเปิดพื้นที่โล่งรอบบ้านให้แสงแดดและลมเข้ามาภายในบริเวณบ้านได้ ก็อาจต้องแลกกับการมีฝนสาดเข้ามา คนสมัยก่อนเข้าใจธรรมชาติดี บ้านเรือนไทยจึงมีการเชื่อมพื้นที่ห้องต่างๆด้วยชานโล่ง ถือเป็นพื้นที่เปิดโล่งที่ช่วยให้บ้านเย็นสบายและน่าอยู่ หรือจะเป็นพื้นที่พักผ่อนนอกบ้านอย่างศาลาหรือแพริมน้ำ ในยามแดดร่มลมตกก็เป็นพื้นที่ทำกิจกรรมของทุกคนในบ้านได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ยังหมายถึงการมีระยะเว้นว่างระหว่างตัวบ้าน จากห้องถึงห้อง จากอาคารถึงอาคาร เพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่ผิวตัวอาคารให้สามารถระบายความร้อนออกไปได้ดีขึ้นด้วย 
@ขอบคุณ บ้านและสวน www.baanlaesuan.com

วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ปราบผู้รับเหมาให้อยู่หมัด

ปราบผู้รับเหมาให้อยู่หมัด สำหรับผู้ที่ต้องการต่อเติมบ้านหรือสร้างบ้าน


เมื่อเวลาผ่านไปบ้านที่เราอยู่ก็ต้องมีการขยับขยาย สร้างใหม่หรือต่อเติมออกไป แต่จะสร้างใหม่หรือต่อเติมใช้ไครดีละ
งบเราก็มีน้อย จะใช้บริษัทก็ไม่ไหว แพงจริงๆ จะใช้ ช่างทั่วไปก็กลัวจะโดนโกง

ทำอย่างไรดี

ถ้าเพื่อนๆคนไหนมีงบประมาณมากพอที่จะจ้างบริษัท มาต่อเติมหรือสร้างบ้านให้ได้คงจะไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวอะไรเพราะการจ้างบริษัทมาทำงานให้อย่างไรก็ตามงานเสร็จแน่นอน แต่จะช้าหรือเร็วและใช้วัสดุตรงตามที่ตกลงกันไหม ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ
แต่ถ้าไม่มีงบประมาณมากพอละจะทำอย่างไรดี คงมีอย่างเดียวคือใช้ผู้รับเหมาทั่วไปนั่นเอง

ผู้รับเหมาทั่วไปเป็นใคร ??

ผู้รับเหมาทั่วไปส่วนใหญ่จะเป็น คนงานที่ทำงานมาเป็นเวลานานมีความชำนาญบ้าง พออยู่ในวงการมาระดับหนึ่งก็หาลูกน้องออกมารับเหมาเองส่วนคุณภาพและความรับผิดชอบ ไม่สามารถที่จะมองออกได้เลยว่าจะดีแค่ไหน จะทิ้งงานไหม จะเอาเงินเราไปทำอะไรบ้าง อันนี้เป็นเรื่องที่ย่ำแย่ในวงการก่อสร้างไทยจริงๆ

แล้วจะทำอย่างไรไม่ให้ถูกโกง

**ทำสัญญา ?!?!
การทำสัญญากับผู้รับเหมาในความเป็นจริงก็ไม่ได้ช่ายให้ผู้รับเหมาเกิดความรับผิดชอบขึ้นมาอะไรมากมายเพราะเค้าพร้อมที่จะฉีกสัญญาได้ทุกเมื่อเพียงแต่จะทำให้รู้ว่าจะด้องบริหารเงินอย่างไรเท่านั้น
**ควรจ้างค่าแรง
สำหรับงานต่อเติมเล็กๆผมแนะนำให้จ้างผู้รับเหมาเฉพาะค่าแรงนะครับ ในที่นี้ถ้าเป็นงานโครงสร้างอันนี้ยกเว้น ให้เหมาไปเลยดีกว่า แต่ถ้าเป็นงานแบบอื่นควรจัดจ้างค่าแรงดีกว่าเพราะจะทำให้เราคุมวัสดุได้ดีกว่างานเหมา ทำให้ไม่โดนโกงเรื่องวัสดุด้วย
**แล้วจะไปซื้อวัสดุจากไหนละ
เดียวนี้วัสดุซื้อง่ายมากครับ ขอให้มีแผนที่ให้กับจ่ายเงินสด แปปเดียวครับถึงที่ เพราะเดียวนี้ HOME MART มี มาก ราคาไม่แต่ต่างอะไรเลยกับร้านทั่วไป
**แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าจะสั่งอะไรเท่าไรบ้าง
ถ้าไม่รู้จะสั่งอะไรก่อนก็ให้ถามผู้รับเหมาล่วงหน้าสัก 2 -3 วันนะครับว่าจะทำอะไร บ้าง แล้วก็สั่งของมาให้ ควรจะคุยกับผู้รับเหมาทุกๆวันนะครับจะได้รู้ว่าของขาดอะไรจะต้องซื้ออะไรมาบ้างจะได้มีเวลาเตรียมตัวขอแนะนำว่าอย่าฝากเงินให้ผู้รับเหมาไปซื้อให้เพราะเราไม่รู้ว่าเค้าเอาไปซื้อครบตามที่เราต้องการหรือไม่ บ้างทีผู้รับเหมาพวกนี้พอจับได้ก็แกล้งมึนๆไม่รู้เรื่องไปก็มี
ถ้าผู้รับเหมาเบิกก่อนละจะทำอย่างไรดี
ขอบอกไว้เลยนะครับว่าถ้าไม่รู้จักกับผู้รับเหมามานานอย่าให้เงินก่อนนะครับ ให้ผู้รับเหมามาทำงานให้ก่อนแล้วให้เงินตามสมควรไป ในช่วงเลิกงานของวันแรกนะครับ
จริงๆแล้วการตกลงราคาควรทำกันก่อนเลยและแบ่งงวดงานให้เรียบร้อย แต่ไม่ควรให้เงินมัดจำนะครับควรให้มาเริ่มงานก่อนแล้วแบ่งให้ สัก 30 % ของงวดแรกจะดีว่า
ถ้างานยังไม่เสร็จแล้วขอเบิกเงินล่วงหน้า ทำอย่างไร
ถ้าทำงานแล้วผู้รับเหมาขอเบิกเงินล่างหน้าอ้างว่าเอาไปรับลูกน้องบ้าง คนงาน พ่อ ป่วย ญาติตาย และอื่นๆอีกมากมาที่จะมาขอเงิน ขอให้อย่าพึ่งใจอ่อนนะครับ ขอให้ดูเนื้องานว่าทำไปได้มากน้องเพียงใด
สมมุติว่า งานมูลค่า 10000 บาท ขอเบิก 7000 บาท ควรจะดูเนื้องานว่าทำได้เท่าไร ถึงครึ่งไหม โดยเคส นี้ควรให้ 5000 บาท เอาตามเ
นื้องานจริงดีกว่า ส่วนที่เหลือ ผู้รับเหมาต้องทำให้เสร็จก่อนที่จะเบิกเงินอีกครั้ง

บทสรุปก็คือ อย่าให้เงินผู้รับเหมามากจนเกินไป แต่ก็ไม่ควรให้น้อยไป ควรดูแต่พอดีๆนะครับ


เครดิตจาก : NUCIFER.COM แบบบ้านฟรี แบบบ้านMODERN

วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ชีวิตรของคนทำแบบ..!

ชีวิตรของคนทำแบบ..!

เมื่องานเสร็จ..ส่งแบบแล้ว...ตังค์ไม่จ่าย....คนเรานะ..?

เรื่องจริง..!

เกิดขึ้นจริง..!

ลูกค้าทานใดที่กำลังทำงานด้วยกันอยู่หรือกำลังจะมาติดต่อ..กรุณาอย่าทำแบบนี้นะครับ..เพราะทานจะทำอะไรแล้วคงไม่เจริญหลอกครับ..!

วันพฤหัสบดีที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2554

ทำไมต้องจ้างคนทำแบบ


      ทำไมต้องจ้างคนทำแบบ..!
       หลาย ๆ ท่านคงจะเคยคิดกันว่าทำไมต้องจ้างคนทำแบบ เมื่อต้องการที่จะสร้างบ้านสักหลังหนึ่งขึ้นมา  คนทำแบบจึงขวนขวายหาบทความที่เป็นเหตุเป็นผล  ที่น่าจะทำให้หลาย ๆ ท่าน ที่ยังไม่เข้าใจถึงความสำคัญในการจ้างสถาปนิก หรือคนทำแบบอย่างเรา
       RIBA Royal Institution of British Architect
ได้ให้ความหมายและความสำคัญที่น่าสนใจ คนทำแบบจึงขอคัดลอกบทความนี้มาให้ได้อ่านกัน เผื่อท่านที่กำลังจะสร้างบ้าง หรือสร้างสิ่งปฏิมากรรมอื่น ๆ มาเจอเข้าแล้วคิดจะจ้างคนทำแบบขึ้นมาบ้าง

       1.Architects are trained to take your brief and can see the big picture.
        - สถาปนิกถูกฝึกมาให้ทำความเข้าใจกับความต้องการเบื้องต้น และจะมองภาพรวมของทั้งโครงการ
       2.Architects look beyond your immediate requirements to design flexible buildings that will adapt with the changing needs of your business.
         - สถาปนิกไม่ได้ออกแบบแค่ให้คุณใช้งานอาคารแค่วันนี้วันพรุ่งนี้ เขาจะออกแบบเผื่อให้ความต้องการ ความเปลี่ยนแปลงในอนาคตของธุรกิจคุณด้วย
       3.Architects solve problems creatively.
         - สถาปนิกจะแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ (ผ่านกระบวนการออกแบบ)
       4.When they are involved at the earliest planning stage, they gain more opportunities to understand your business, develop creative solutions, and propose ways to reduce costs.
         - จ้างสถาปนิกตั้งแต่แรกเริ่มโครงการเลย คุณจะประหยัดกว่า สถาปนิกมองเห็นโอกาสและจะทำความเข้าใจกับธุรกิจของคุณ (หรือแม้จะเป็นบ้านของคุณ) เขาจะพัฒนาแบบ หาทางออก หาทางเลือก หาวิธีประหยัดให้คุณ
       5.Architects can save you money by maximising your investment.
         - การจ้างสถาปนิกจริง ๆ แล้วจะช่วยคุณประหยัด และทำให้การใช้เงินและการลงทุนของคุณมีค่ามากที่สุด
       6.A well-designed building can reduce your bills now and increase its long-term value.
         - การออกแบบที่ดีโดยสถาปนิก ช่วยคุณประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว (ความเห็น : โดยเฉพาะปัจจุบันเรื่องของการประหยัดพลังงานกำลังเป็นเรื่องที่น่าสนใจและตระหนักถึง สถาปนิกได้ศึกษาเรื่องนี้กันมากขึ้น)
       7.Architects can manage your project from site selection to completion.  In many building projects the role of the architect includes co-ordinating a team of specialist consultants such as landscape architects, engineers, quantity surveyors, interior designers, builders and subcontractors.
        - การจ้างสถาปนิกไม่ได้จ้างออกแบบอย่างเดียว เขาจะเป็นคนบริหารโครงการกลาย ๆ เป็นธุระให้คุณได้เกือบทุกเรื่อง ตั้งแต่ยังไม่ได้ซื้อที่ดิน สถาปนิกจะเป็นตัวกลางประสานทีมงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิศวกรต่าง ๆ ทีมสำรวจ หน่วยงานราชการ รวมทั้งผู้รับเหมา สถาปนิกบางคนช่วยคุณออกแบบโลโก้ให้ด้วยโดยไม่คิดเงิน
      8.Architects can save you time.
        - จริง ๆ การจ้างสถาปนิกจะช่วยคุณประหยัดเวลา
       เป็นยังไงกันบ้างครับ สำหรับบทความที่เราได้หามาให้อ่านกัน ถ้ายังไม่เคลียร์ก็ขอรวบรวมข้อดีของการมีสถาปนิกเอาไว้คร่าว ๆ ดังนี้
สถาปนิกจะช่วยแปลความต้องการ หรือไอเดียที่ลูกค้ามีอยู่เป็นรูปธรรม เช่น ลูกค้าอยากได้บ้านสไตล์ ผนังปูนเปลือย โชว์ส่วนประกอบของสายไฟ และท่อ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่อยากให้มันดูดิบหรือแข็งเกินไปต้องให้มีความอบอุ่นแฝงอยู่ด้วย เป็นต้น ซึ่งสถาปนิกมีหน้าที่ที่จะต้องรวบรวมไอเดียและตอบสนองความต้องการอันหลากหลายให้ออกมาเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนที่สุด โดยการ Sketch มือออกมาก่อน หรือว่าใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์อันทันสมัยออกแบบให้ลูกค้าพึงพอใจและถูกต้องตรงกับความต้องการมากที่สุด
สถาปนิกจะช่วยออกแบบบ้านให้ ไม่เพียงตอบสนองด้านฟังก์ชั่น แต่ทำให้รูปลักษณ์ดูดีทั้งภายในและภายนอก และคุ้มค่าในระยะยาว และการอยู่สบายมีความสำคัญพอ ๆ กัน ถ้าเราเข้าใจความต้องการของตัวเองเป็นอย่างดี ก็อาจดัดแปลงแบบบ้านด้วยตัวเองให้น่าอยู่ได้ไม่ยากนัก แต่การออกแบบบ้านตั้งแต่ต้นรวมทั้งวางระบบน้ำ ไฟ สาธารณูโภค และเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ทั้งสวยงาม อยู่สบาย มีพื้นที่ใช้สอยในขนาดที่เหมาะสมและออกแบบให้เข้ากับ Lifestyle ของเจ้าของบ้านในระยะยาว มีความแข็งแรง ปลอดภัย ประหยัดพลังงาน และใช้งบประมาณการก่อสร้างที่เหมาะสม จำเป็นจะต้องได้ผู้เชี่ยวชาญอย่างทีมสถาปนิก และวิศวกรมาช่วยออกแบบ อย่าคิดเองหรือเชื่อผู้รับเหมามากนัก เพราะจะได้ไม่คุ้มเสีย เพราะสถาปนิกจะมีแบบแปลนก่อสร้างที่ตอบโจทย์ของลูกค้าแล้ว สถาปนิกยังมีวิศวกรช่วยออกแบบและเลือกวัสดุที่มีความเหมาะสมกับขนาดและแบบบ้าน เจ้าของบ้านบางคนอยากประหยัดด้วยการไม่จ้างสถาปนิก แต่กลับต้องเสียเงินจำนวนมากไปกับคำแนะนำที่ไม่ถูกต้องของผู้รับเหมา เช่นให้ฝังเสาเข็มมากเกินความจำเป็น หรือการเลือกวัสดุที่ไม่สอดคล้องกับโครงสร้าง กลายเป็นเรื่องเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย การมีแบบแปลนก่อสร้างที่มีรายละเอียดชัดเจน จะช่วยให้เราสามารถเปรียบเทียบค่าก่อสร้างจากผู้รับเหมาหลาย ๆ ราย และเลือกรายที่คุ้มค่าได้มากที่สุด
สถาปนิกเป็นคนสำคัญในการควบคุมให้การสร้างบ้านให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ออกแบบไว้นอกจากจะทำหน้าที่ออกแบบบ้านแล้ว สถาปนิกจะช่วยตรวจสอบผู้รับเหมาก่อสร้างให้ทำงานตามรายละเอียดที่กำหนดไว้ เนื่องจากเจ้าของบ้านอย่างเรา ๆ คงไม่คุ้นเคยกับการอ่านแปลนก่อสร้าง ไม่รู้รายละเอียดและสเปคของวัสดุ จึงเป็นช่องโหว่ที่ผู้รับเหมาที่ไม่ซื่อสัตย์สามารถเอาเปรียบได้ เพราะฉะนั้นการมีผู้รู้แบบสถาปนิกคอยช่วยดูแลสอดส่องจึงมีความสำคัญ และนับว่าคุ้มค่ามาก อย่าเสียน้อย เสียยาก เสียมาก เสียง่าย กันอยู่เลย
มั่นในได้ว่าเราสร้างอย่างถูกกฏหมาย และไม่ต้องทะเลาะกับคนข้างบ้าน เจ้าของบ้านหลายคนคงไม่ทราบว่าเมืองไทยเรามีกฎหมายควบคุมเรื่องการสร้างบ้านอยู่หลายข้อ ซึ่งเราต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง เช่นการเว้นระยะห่างจากข้างบน หรือจากถนนหน้าบ้าน การกำหนดระบบสาธารณูโภคในบ้าน ซึ่งรายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ เหล่านี้ จำเป็นต้องมีผู้รู้อย่างสถาปนิกช่วยทำหน้าที่ เพื่อหลีกเลี่ยงการมีปัญหาด้านกฏหมาย โดยหลังจากออกแบบบ้านเสร็จ สถาปนิกจะต้องช่วยจัดเตรียมเอกสารเพื่อยื่นขออนุญาตที่เขตให้เรียบร้อยด้วย เราก็แค่มีหน้าที่ไปยื่นเอกสารเท่านั้นเอง
          เป็นยังไงบ้างครับสำหรับข้อดีคร่าว ๆ ที่ผมรวบรวมมาให้อ่านกันเท่าที่จะนึกออกและหาได้ นี่คือบางส่วนเพียงเท่านั้น ก็หวังว่าท่านเจ้าของบ้าน และคุณผู้อ่านทั้งหลายที่ต้องการจะมีบ้านในอุดมคติ จะมองเหล่าสถาปนิกในแง่ดีขึ้นบ้างไม่มากก็น้อยนะครับ
       ทำไมต้องจ้างคนทำแบบ..!
       หลาย ๆ ท่านคงจะเคยคิดกันว่าทำไมต้องจ้างคนทำแบบ เมื่อต้องการที่จะสร้างบ้านสักหลังหนึ่งขึ้นมา  คนทำแบบจึงขวนขวายหาบทความที่เป็นเหตุเป็นผล  ที่น่าจะทำให้หลาย ๆ ท่าน ที่ยังไม่เข้าใจถึงความสำคัญในการจ้างสถาปนิก หรือคนทำแบบอย่างเรา
       RIBA Royal Institution of British Architect
ได้ให้ความหมายและความสำคัญที่น่าสนใจ คนทำแบบจึงขอคัดลอกบทความนี้มาให้ได้อ่านกัน เผื่อท่านที่กำลังจะสร้างบ้าง หรือสร้างสิ่งปฏิมากรรมอื่น ๆ มาเจอเข้าแล้วคิดจะจ้างคนทำแบบขึ้นมาบ้าง

       1.Architects are trained to take your brief and can see the big picture.
        - สถาปนิกถูกฝึกมาให้ทำความเข้าใจกับความต้องการเบื้องต้น และจะมองภาพรวมของทั้งโครงการ
       2.Architects look beyond your immediate requirements to design flexible buildings that will adapt with the changing needs of your business.
         - สถาปนิกไม่ได้ออกแบบแค่ให้คุณใช้งานอาคารแค่วันนี้วันพรุ่งนี้ เขาจะออกแบบเผื่อให้ความต้องการ ความเปลี่ยนแปลงในอนาคตของธุรกิจคุณด้วย
       3.Architects solve problems creatively.
         - สถาปนิกจะแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ (ผ่านกระบวนการออกแบบ)
       4.When they are involved at the earliest planning stage, they gain more opportunities to understand your business, develop creative solutions, and propose ways to reduce costs.
         - จ้างสถาปนิกตั้งแต่แรกเริ่มโครงการเลย คุณจะประหยัดกว่า สถาปนิกมองเห็นโอกาสและจะทำความเข้าใจกับธุรกิจของคุณ (หรือแม้จะเป็นบ้านของคุณ) เขาจะพัฒนาแบบ หาทางออก หาทางเลือก หาวิธีประหยัดให้คุณ
       5.Architects can save you money by maximising your investment.
         - การจ้างสถาปนิกจริง ๆ แล้วจะช่วยคุณประหยัด และทำให้การใช้เงินและการลงทุนของคุณมีค่ามากที่สุด
       6.A well-designed building can reduce your bills now and increase its long-term value.
         - การออกแบบที่ดีโดยสถาปนิก ช่วยคุณประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว (ความเห็น : โดยเฉพาะปัจจุบันเรื่องของการประหยัดพลังงานกำลังเป็นเรื่องที่น่าสนใจและตระหนักถึง สถาปนิกได้ศึกษาเรื่องนี้กันมากขึ้น)
       7.Architects can manage your project from site selection to completion.  In many building projects the role of the architect includes co-ordinating a team of specialist consultants such as landscape architects, engineers, quantity surveyors, interior designers, builders and subcontractors.
        - การจ้างสถาปนิกไม่ได้จ้างออกแบบอย่างเดียว เขาจะเป็นคนบริหารโครงการกลาย ๆ เป็นธุระให้คุณได้เกือบทุกเรื่อง ตั้งแต่ยังไม่ได้ซื้อที่ดิน สถาปนิกจะเป็นตัวกลางประสานทีมงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิศวกรต่าง ๆ ทีมสำรวจ หน่วยงานราชการ รวมทั้งผู้รับเหมา สถาปนิกบางคนช่วยคุณออกแบบโลโก้ให้ด้วยโดยไม่คิดเงิน
      8.Architects can save you time.
        - จริง ๆ การจ้างสถาปนิกจะช่วยคุณประหยัดเวลา
       เป็นยังไงกันบ้างครับ สำหรับบทความที่เราได้หามาให้อ่านกัน ถ้ายังไม่เคลียร์ก็ขอรวบรวมข้อดีของการมีสถาปนิกเอาไว้คร่าว ๆ ดังนี้
สถาปนิกจะช่วยแปลความต้องการ หรือไอเดียที่ลูกค้ามีอยู่เป็นรูปธรรม เช่น ลูกค้าอยากได้บ้านสไตล์ ผนังปูนเปลือย โชว์ส่วนประกอบของสายไฟ และท่อ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่อยากให้มันดูดิบหรือแข็งเกินไปต้องให้มีความอบอุ่นแฝงอยู่ด้วย เป็นต้น ซึ่งสถาปนิกมีหน้าที่ที่จะต้องรวบรวมไอเดียและตอบสนองความต้องการอันหลากหลายให้ออกมาเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนที่สุด โดยการ Sketch มือออกมาก่อน หรือว่าใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์อันทันสมัยออกแบบให้ลูกค้าพึงพอใจและถูกต้องตรงกับความต้องการมากที่สุด
สถาปนิกจะช่วยออกแบบบ้านให้ ไม่เพียงตอบสนองด้านฟังก์ชั่น แต่ทำให้รูปลักษณ์ดูดีทั้งภายในและภายนอก และคุ้มค่าในระยะยาว และการอยู่สบายมีความสำคัญพอ ๆ กัน ถ้าเราเข้าใจความต้องการของตัวเองเป็นอย่างดี ก็อาจดัดแปลงแบบบ้านด้วยตัวเองให้น่าอยู่ได้ไม่ยากนัก แต่การออกแบบบ้านตั้งแต่ต้นรวมทั้งวางระบบน้ำ ไฟ สาธารณูโภค และเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ทั้งสวยงาม อยู่สบาย มีพื้นที่ใช้สอยในขนาดที่เหมาะสมและออกแบบให้เข้ากับ Lifestyle ของเจ้าของบ้านในระยะยาว มีความแข็งแรง ปลอดภัย ประหยัดพลังงาน และใช้งบประมาณการก่อสร้างที่เหมาะสม จำเป็นจะต้องได้ผู้เชี่ยวชาญอย่างทีมสถาปนิก และวิศวกรมาช่วยออกแบบ อย่าคิดเองหรือเชื่อผู้รับเหมามากนัก เพราะจะได้ไม่คุ้มเสีย เพราะสถาปนิกจะมีแบบแปลนก่อสร้างที่ตอบโจทย์ของลูกค้าแล้ว สถาปนิกยังมีวิศวกรช่วยออกแบบและเลือกวัสดุที่มีความเหมาะสมกับขนาดและแบบบ้าน เจ้าของบ้านบางคนอยากประหยัดด้วยการไม่จ้างสถาปนิก แต่กลับต้องเสียเงินจำนวนมากไปกับคำแนะนำที่ไม่ถูกต้องของผู้รับเหมา เช่นให้ฝังเสาเข็มมากเกินความจำเป็น หรือการเลือกวัสดุที่ไม่สอดคล้องกับโครงสร้าง กลายเป็นเรื่องเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย การมีแบบแปลนก่อสร้างที่มีรายละเอียดชัดเจน จะช่วยให้เราสามารถเปรียบเทียบค่าก่อสร้างจากผู้รับเหมาหลาย ๆ ราย และเลือกรายที่คุ้มค่าได้มากที่สุด
สถาปนิกเป็นคนสำคัญในการควบคุมให้การสร้างบ้านให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ออกแบบไว้นอกจากจะทำหน้าที่ออกแบบบ้านแล้ว สถาปนิกจะช่วยตรวจสอบผู้รับเหมาก่อสร้างให้ทำงานตามรายละเอียดที่กำหนดไว้ เนื่องจากเจ้าของบ้านอย่างเรา ๆ คงไม่คุ้นเคยกับการอ่านแปลนก่อสร้าง ไม่รู้รายละเอียดและสเปคของวัสดุ จึงเป็นช่องโหว่ที่ผู้รับเหมาที่ไม่ซื่อสัตย์สามารถเอาเปรียบได้ เพราะฉะนั้นการมีผู้รู้แบบสถาปนิกคอยช่วยดูแลสอดส่องจึงมีความสำคัญ และนับว่าคุ้มค่ามาก อย่าเสียน้อย เสียยาก เสียมาก เสียง่าย กันอยู่เลย
มั่นในได้ว่าเราสร้างอย่างถูกกฏหมาย และไม่ต้องทะเลาะกับคนข้างบ้าน เจ้าของบ้านหลายคนคงไม่ทราบว่าเมืองไทยเรามีกฎหมายควบคุมเรื่องการสร้างบ้านอยู่หลายข้อ ซึ่งเราต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง เช่นการเว้นระยะห่างจากข้างบน หรือจากถนนหน้าบ้าน การกำหนดระบบสาธารณูโภคในบ้าน ซึ่งรายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ เหล่านี้ จำเป็นต้องมีผู้รู้อย่างสถาปนิกช่วยทำหน้าที่ เพื่อหลีกเลี่ยงการมีปัญหาด้านกฏหมาย โดยหลังจากออกแบบบ้านเสร็จ สถาปนิกจะต้องช่วยจัดเตรียมเอกสารเพื่อยื่นขออนุญาตที่เขตให้เรียบร้อยด้วย เราก็แค่มีหน้าที่ไปยื่นเอกสารเท่านั้นเอง
          เป็นยังไงบ้างครับสำหรับข้อดีคร่าว ๆ ที่ผมรวบรวมมาให้อ่านกันเท่าที่จะนึกออกและหาได้ นี่คือบางส่วนเพียงเท่านั้น ก็หวังว่าท่านเจ้าของบ้าน และคุณผู้อ่านทั้งหลายที่ต้องการจะมีบ้านในอุดมคติ จะมองเหล่าสถาปนิกในแง่ดีขึ้นบ้างไม่มากก็น้อยนะครับ

บทความโดนใจ

บทความโดนใจ
Submitted by PARCH on Tue, 05/03/2005 - 11:06. จากเวปบอร์ด www.asa.or.th
           อยากถามจากประสบการณ์ทุกท่านว่าปัจจุบันระหว่างบริษัทกับการรับงานอิสระ (freelance)ใช้ อัตราส่วนเท่าใดในการคิดค่าบริการวิชาชีพบ้าง แล้วมาตรฐานจากส่วนกลางที่เคยกำหนดยังใช้ได้กับสภาพปัจจุบันอยู่หรือป่าว (เฉลี่ยจากมาตรฐานระดับกลางนะครับ เพราะถ้าเป็นบริษัทแนวหน้าคงจะโดดมาก)
ขอบคุณสำหรับทุกคำตอบครับ....
             ปัญหาของผมคือปัจจุบันในระดับสถาปนิกชนชั้นกลางไม่สามารถเก็บค่าแบบได้ตาม ที่สมาคมกำหนดแม้เพียงครึ่งหนึ่ง (อย่าเพิ่งทักว่าทำแบบและบริการดีพอหรือ ยัง) จากการสำรวจข้อมูลรอบตัวแต่ยังไม่กว้างพอเลยอยากจะขอความเห็นเพื่อนร่วม วิชาชีพ
             เพราะหากเป็นอย่างนั้นต่อไปเราควรเสนองานเป็น Package หรือปล่าว เช่น บ้านทำราคาเท่านี้ อาคารพานิชย์ทำราคาเท่านี้ โรงแรมทำราคาเท่านี้ ร้านทำราคาเท่านี้ ฯลฯ
             น่าจะเป็นทางออกของความอยู่รอดหรือป่าว (และอย่าเพิ่งทักว่าจะเป็นการตัดราคาเพื่อนร่วมวิชาชีพ) เพราะที่ผ่านมาผมยึดเกณฑ์ของสมาคมเป็นหลัก หักลบประสบการณ์ยังเยาว์และไม่ใช่รูปแบบบริษัท เหลือไม่ถึงครึ่งตามที่สมาคมกำหนดก็คิดว่าเหมาะสมแล้ว ไม่วายโดนต่อราคา และโดนตัดราคา ด้วยความเป็นคนที่เชื่อฟังครูบาอาจารย์ ยึดในหลักจรรยาบรรณวิชาชีพ ทำให้หลายครั้งตัดใจไม่ลดค่าแบบแล้วก็ไม่ได้งาน หรือรับแล้ว ไม่จ่ายใต้โต๊ะ แบบ ก็ไปกองอยู่ในสถานที่สกปรก และคนสกปรก
            หรือตำราใช้ไม่ได้จริงกับโลกปัจจุบัน
            หรือคนเขียนตำราก็ทำไม่ได้เป็นเพียงแต่ตำราในอุดมคติ
            หรือต้องเป็นสถาปนิกชนชั้นสูงจึงสามารถเก็บค่าแบบตามตำราได้
            หรือสังคมยังไม่เข้าใจ ทำไมกลุ่มคนเขียนตำรา ไม่บอกสังคม หรือทำให้สังคมรับรู้
            หรือทำไมตำราไม่สอนวิธีอธิบายขั้นตอนการบอกให้ลูกค้าเข้าใจ จะได้ให้ Architectural Saleman เอาไปใช้เลย
            ทำไมตำรวจต้องเป็นโจร
            ทำไม อบต.รวยกว่าสถาปนิก
            อยากมีกินต้องเปลี่ยนอาชีพหรือป่าว
            *โปรดใช้วิจารณญาณและสติปัญญาในการตอบ หรือถ้าไม่อยากตอบก็อย่าตีรวน ไม่สร้างสรรค์อย่าเพิ่งทำลาย อยากเขียนให้อ่านเฉยๆ
Submitted by EI on Tue, 05/03/2005 - 23:18. www.asa.or.th
เมื่อได้อ่านแล้วก็อยากขอเล่าเรื่องการประกอบวิชาชีพของผมให้ฟังน่ะครับ จะเหมือนหรือแตกต่างจากใครอย่างไรก็แล้วแต่ครับ
1. ประเด็นเรื่องค่าออกแบบ เก็บเต็ม 7%สำหรับงานขนาดเล็ก และลดลงตามขนาดของงานแต่ไม่ต่ำกว่า 5% ซึ่งการเสนอค่าออกแบบจะคิดชั่วโมงทำงานแบบคาดการณ์ควบคู่ไปกับการส่ง% เสมอ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้แสดงชั่วโมงทำงานให้ลูกค้าทราบทุกรายไปแต่จะทำไว้ดูเป็น ข้อมูลพื้นฐานและใช้อธิบายให้ลูกค้าฟังครับ ส่วนค่าบริการอื่นๆที่นอกเหนือหน้าที่ถ้าสามารถทำได้โดยไม่เป็นภาระก็ยินดี ทำให้เนื่องจากเป็นผู้เข้าใจแบบตนเองมากกว่าใคร แต่หากมีค่าใช้จ่ายจะแจ้งให้ลูกค้าทราบและจัดเก็บเป็นระยะเช่นจัดเก็บราย เดือนหรือเมื่อครบมูลค่าหนึ่ง เช่นเมื่อค่าบริการถึงยอด 5,000 บาทก็ทำใบแจ้งขอเก็บค่าบริการเป็นต้นครับ การทิ้งค่าบริการไว้กับลูกค้านานเกินไปอาจเกิดความเข้าใจผิดได้ครับ เช่น 1. ผู้ออกแบบไม่คิดจะเก็บค่าบริการถือว่าเป็นบริการหลังการขาย
2. อยากนำเงินไปใช้อย่างอื่นมากกว่าให้สถาปนิก 3. เสียดายจังเงินเยอะนิ
3. มาตรฐานการประกอบวิชาชีพ เรื่องจากรับงาน ทำแบบร่างอาจจะหลายรอบ ทำแบบขออนุญาต ทำแบบก่อสร้าง ทำรายการประกอบแบบ ทำรายการประมาณราคา ทำเอกสารจัดหาผู้รับเหมา เป็นที่ปรึกษาช่วยตรวจสอบและคัดเลือกผู้รับเหมา ตรวจสอบงาน ณ สถานที่ก่อสร้างในช่วงเวลาสำคัญๆ เป็นกรรมการตรวจการจ้าง( บางครั้ง ) ไปงานขึ้นบ้านใหม่ แวะไปรับคำชมหรือคำต่อว่าเป็นครั้งคราว
4. มาตรฐานราคาที่กำหนดขึ้นเป็นมาตรฐาน ที่สามารถดำเนินการให้มีประสิทธิภาพได้แต่ไม่ดีที่สุด ถ้าต่ำกว่านี้น่าจะขาดค่าใช้จ่ายบางส่วนไป อยากให้ลองสำรวจดูครับ ค่าบริการวิชาชีพเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วน่าจะเหลือติดกระเป๋า 10%-30% ซึ่งกำไรที่เหลือนี้ควรนำไปจัดสรรใช้ให้ได้สัดส่วน เช่น 1. จัดเป็นเงินออมระยะยาว(ฝากธนาคารหรือลงทุนความเสี่ยงต่ำ ) 2. ประกันชีวิต( จำเป็นนะครับ ) 3. การศึกษา 4. บันเทิง 5. ของขวัญให้ตัวเองในโอกาสสำคัญ 6. ใช้ดำเนินชีวิต เมื่อจัดสรรแล้วนำมาคิดว่าใน 1 งานจะสามารถพยุงชีวิตได้นานเท่าไรจากนั้นจะพอคาดการณ์ได้ว่าควรทำงานกี่ชิ้นและคิดค่าออกแบบเท่าไร
5. งานเอกสารเช่น สัยญาจ้างจะต้องละเอียดครบถ้วนตลอดกระบวนการออกแบบครับ อย่าลอกมั่วๆโดยไม่ใช้สมอง คิดก่อนส่งให้ลูกค้าเสมอให้มีจรรยาบรรณและยุติธรรมทั้ง 2 ฝ่าย
6. ค่า spec. แบบ โทรไปขอที่ร้านค้าหรือผุ้ผลิตได้แต่ให้ขอเป็นส่วนลดให้ลูกค้าเท่านั้น สุดท้ายแล้วเรื่องการกินค่า Spec จะไปถึงลูกค้าหรือผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ทางใดก็ทางหนึ่งครับ และควร spec แบบโดยไม่เป็นแก่ความสาวความสวย มองที่คุณภาพสินค้าเป็นสำคัญ
7. การออกแบบ อย่าออกแบบแบบครั้งเดียวจบ ควรมีเวลาให้กับกระบวนการออกแบบมากเท่าที่จะมากได้เพราะจะเป้นการพัฒนาตน เองอย่างยิ่ง คิดมากๆทำมากๆ วันนึงจะเห็นว่าเรามีความชำนาญมากขึ้น กระบวนการอื่นๆค่อนข้างใช้เวลาตายตัวให้คุมเวลาให้ดี
8. ถ้าคิดว่าเป็นสถาปนิกอิสระแล้วจะอด ตายได้ ให้เข้าไปทำงานออฟฟิสก่อนสักระยะแล้วค่อยขยับขยาย ถ้ารู้ว่าไม่มีน้ำแล้วยังเดินเข้าไปในทะเลทราย ตายไปจะโทษใครดี
9. อย่าดื้อ อย่าเรื่องมาก ทำใจกว้างๆ ฟังมากๆคิดมากๆ พูดน้อยๆ
10. อย่าเมาแล้วขับ
วัตถุประสงค์การตั้งราคา
   1. เพื่อความอยู่รอด สูงไปไม่มีลูกค้า ต่ำไปก็ขาดทุน
   2. กำไรสูงสุด
   3. รายได้สูงสุด เพื่อหวัง market share ในระยะยาว
   4. เติบโตสูงสุด เพื่อให้เกิด economy of scale ในการผลิต
   5. maximum market skimming ตั้งให้ขายได้ราคาดีที่สุด ในแต่ละช่วงเวลา เช่นพวกสินค้า IT
   6. เพื่อความเป็นผู้นำด้านคุณภาพ
      ฯลฯ
ปัจจัยที่ใช้ในการพิจารณาตั้งราคา
   1. ลูกค้า = ความต้องการ/อัตถประโยชน์/จิตวิทยา
   2. ภายใน = ต้นทุน/ผลกำไรที่ต้องการ
   3. คู่แข่ง = ส่วนแบ่งตลาด/การแข่งขัน
   4. สินค้าและบริการ = การแบ่งส่วนตลาด/ตำแหน่งผลิตภัณฑ์ 
Portfolio :

Architecture Design.


Interior Design.


Renovate Design


Architecture Dafting.


Interior Drafting.


Renovate Drafting.