คนทำแบบ,รับออกแบบบ้าน,ออกแบบอาคาร,รับออกแบบตกแต่งภายใน,รับสร้างบ้าน,รับเหมาก่อสร้าง,รับเหมาตกแต่งภายใน,รับเหมาต่อเติมและปรับปรุงอาคาร,รับเขียนแบบบ้าน,รับทำภาพสามมิติ,รับถอดแบบประมาณราคา,รับบริหารและจัดการงานก่อสร้าง,รับวัดพื้นที่สำรวจอาคาร,kontumbab,Architecture,Interior Design,Construction,Home Builtder,Drafting,Renovation,Decoration,3D Presentation,Estimater,Consultant,Cost Control,Site Management,Contractor.
วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2565
PINA OFFICE (thailand) by kontumbab design studio
PINA OFFICE (thailand) by kontumbab design studio
วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559
วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
หันหน้าบ้านทางทิศไหนดี
หันหน้าบ้านทางทิศไหนดี ?
วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2557
แบบบ้านแจกฟรี จาก กทม.
วันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
ส่งท้ายบ้านเก่าต้อนรับบ้านใหม่
ส่งท้ายบ้านเก่า ต้อนรับบ้านใหม่
- แบบก่อสร้างจริง (As Built Drawing) หากมีการตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้
วันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2557
Details สามัญประจำบ้าน
Details สามัญประจำบ้าน
วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2557
8 สิ่งน่าคิดจากบ้านใน “ประเทศไทย”
8 สิ่งน่าคิดจากบ้านใน “ประเทศไทย”
1. ยกพื้นดีกว่า
เรือนไทยหรือเรือนพื้นถิ่นสมัยก่อนมักยกพื้นบ้านสูงจากพื้นดิน ปัจจุบันบ้านพักอาศัยโดยทั่วไปจะสูงจากพื้นประมาณ 40 - 70 เซนติเมตร บางบ้านกลัวปัญหาน้ำท่วมจึงยกพื้นสูงกว่านั้น ส่วนใหญ่นิยมยกพื้นชั้นล่างสูงขึ้น 1 เมตร เพราะเป็นตัวเลขที่ลงตัว แต่ความจริงแล้วมีค่าใช้จ่ายแพงมาก เนื่องจากระยะนี้ต้องใช้ทรายถมแทนไม้แบบ หากใช้ไม้แบบก็ต้องทิ้งไม้แบบนั้นไปเลย เพราะความสูงใต้พื้นคานไม่พอที่จะคลานเข้าไปนำไม้แบบออกมา ถ้าอยากประหยัดขอแนะนำให้ยกพื้นขึ้นอย่างน้อย 1.20 เมตร ซึ่งจะมีความสูงใต้พื้นคานเพียงพอที่จะนำไม้แบบออกมา หรือไม่ก็ต่ำกว่า 1 เมตร ไปเลย จะได้เสียค่าทรายถมแทนไม้แบบน้อยลง แต่กรณีเป็นพื้นสำเร็จอาจใช้ระยะสูง 1 เมตรได้ เพราะใต้พื้นสำเร็จมีเฉพาะเสาเล็กๆ ค้ำยันอยู่ การย้ายออกมาจึงง่ายและไม่จำเป็นต้องถมทรายสูงจนถึงท้องพื้น
2. ชายคาบังแดดกันฝนได้จริง
บ้านไทยต้องมีชายคายาว แต่ระยะของชายคาที่เราเห็นจนชินตามักยื่นออกมาจากผนังอาคารประมาณ 50 - 60 เซนติเมตร ตัวเลขนี้ได้รับอิทธิพลจากระยะยื่นชายคาของบ้านแบบตะวันตก ซึ่งในเมืองหนาวจะมีข้อจำกัดด้านสภาพภูมิอากาศและวัสดุ (น้ำหนักของหิมะและไม้เนื้ออ่อน) สำหรับระยะการยื่นชายคาที่เหมาะสมของบ้านเราก็คือ 1 - 1.20 เมตร ตัวเลขนี้เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศและวัสดุอีกเช่นกัน ประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้น กล่าวคือมีอากาศร้อนและฝนตกชุก จึงควรยื่นชายคาออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อลดความร้อนจากแสงอาทิตย์และน้ำฝนที่จะโดนผนัง ขณะเดียวกันประเทศไทยก็โชคดีที่มีไม้เนื้อแข็ง ซึ่งสามารถรับน้ำหนักของชายคาที่ยื่นยาว 1 - 1.20 เมตรได้โดยไม่ต้องมีค้ำยัน ปัจจุบันยังมีวัสดุเหล็กที่มีความแข็งแกร่ง จึงทำให้ยื่นชายคาได้มากยิ่งขึ้น
3. ช่องว่างใต้หลังคาให้ลมผ่าน
คนสมัยโบราณคิดถึงความเป็นจริงที่ว่าอากาศร้อนลอยขึ้นสู่ที่สูง บริเวณหน้าจั่วของบ้านทรงไทยจึงมีการออกแบบให้สามารถระบายอากาศได้ เช่น หน้าจั่วรูปดวงอาทิตย์ หน้าจั่วใบเรือ แต่สมัยนี้การใช้หน้าจั่วลักษณะดังกล่าวอาจดูเชยและไม่เข้ากับตัวอาคาร อย่างไรก็ตามเราอาจนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้ได้ เช่น การออกแบบหลังคาสองชั้น โดยให้หนังคาชั้นล่างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กปกติ แต่ทำหลังคาซ้อนขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งเพื่อให้เกิดช่องอากาศใต้หลังคาทั้งสอง เป็นการป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านได้เป็นอย่างดี
4. บ้านเย็นด้วยช่องแสงใต้หลังคาหรือคอสอง
คอสอง คือ องค์ประกอบของอาคารนับตั้งแต่คาน หรือคร่าวผนังส่วนบนสุดจนถึงโครงสร้างรับหลังคา ช่องว่างที่เกิดขึ้นนี้นิยมเปิดให้ลมระบายหรือให้แสงเข้า พบได้มากในเรือนไทยประเพณีของภาคใต้ นิยมแกะสลักลายฉลุสวยงามและโปร่ง เพื่อให้ถ่ายเทอากาศได้ดี ถ้าสังเกตจะเห็นเป็นช่องแสงอยู่ใต้หลังคาติดกับฝ้าชายคา หากนำไปประยุกต์กับบ้านสมัยใหม่ที่มีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ก็อาจต้องติดกระจกใสด้านหนึ่ง เพื่อป้องกันอากาศเย็นไหลออก
5. ผนังระบายอากาศ
“ฝาไหล” คือ การทำฝาไม้สองชั้นตีเว้นช่องสลับกัน หากเลื่อนมาซ้อนกันก็จะเป็นฝาผนังทึบตัน แต่หากเลื่อนขยับฝาชั้นในก็จะทำให้เกิดรูที่ฝานั้น แสงและลมจึงผ่านเข้า-ออกได้ ไอเดียนี้แสดงให้เห็นเรื่องการเลือกให้ผนังบางส่วนเปิดรับแสงและลมได้บ้างในบริเวณที่ต้องการให้เป็นช่องมองผ่านออกจากตัวบ้านหรืออยากระบายอากาศ อาจประยุกต์ให้ดูทันสมัยขึ้นด้วยการใช้เส้นสายแนวตั้งหรือแนวนอน และใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น
6. ช่องแมวลอดมีอยู่จริง
ช่องแมวลอด หรือร่องตีนแมว คือ ช่องระหว่างพื้นของเรือนไทยที่ยกระดับแตกต่างกัน เช่น จากชานเรือนกับระเบียงหน้าห้อง ส่วนใหญ่จะสูงประมาณ 30-40 เซนติเมตร เพื่อใช้เป็นทางให้ลมโกรกผ่านกระจายไปทั่วเรือน มีความสูงพอจะทำให้คนเดินอย่างระมัดระวัง อีกทั้งเหมาะกับการนั่งห้อยขาพักผ่อนหรือทำงาน รวมถึงยังมองลอดระหว่างชานเรือนกับใต้ถุนได้ด้วย หากพิจารณาดีๆช่องแมวลอดนี้ถือเป็นการใช้พลังงานให้เกิดสภาวะน่าสบาย เรียกได้ว่าเป็นภูมิปัญญาขั้นสูงของเรือนไทย เพราะเป็นช่องรีดลม เพิ่มความเร็วของลม ถ่ายเทอากาศ และช่วยไล่ความชื้นที่สะสมในตัวเรือน (ความชื้นทำให้เรารู้สึกอึดอัด เพราะเหงื่อตามผิวกายไม่ระเหยออก) ดังนั้น หากใครคิดจะทำเรือนไทย อย่าไปปิดช่องแมวลอด เนื่องจากจะทำให้อากาศถ่ายเทลำบาก และผู้อยู่อาศัยอาจรู้สึกร้อนหรืออึดอัด
7. ครัวไทยต่างจากครัวฝรั่ง
บ้านไหนที่คิดว่าจะมีการทำอาหารแบบจริงจัง ใช้งานหนัก ใช้งานประจำ การออกแบบครัวแยกออกมาจากตัวบ้านเหมือนเรือนไทยสมัยก่อนเป็นสิ่งที่เหมาะสมและใช้งานได้สะดวกที่สุด เพราะการทำอาหารไทยจะได้กลิ่นฉุนจากเครื่องปรุง หากมีการตำน้ำพริกก็ต้องใช้เคาน์เตอร์ครัวที่แข็งแรงหรืออาจตำที่พื้น อีกทั้งเรื่องความร้อนที่เกิดจากการปรุงอาหาร การแยกครัวออกมาจากตัวบ้านโดยอยู่ไม่ห่างกันมากนักจึงเป็นทางออกที่ดี
8. พื้นที่โล่งรอบบ้านสำหรับการพักผ่อน
เพื่อให้ได้ใกล้ชิดธรรมชาติ เรายอมแลกกับความไม่สบายบางอย่าง เช่น การเปิดพื้นที่โล่งรอบบ้านให้แสงแดดและลมเข้ามาภายในบริเวณบ้านได้ ก็อาจต้องแลกกับการมีฝนสาดเข้ามา คนสมัยก่อนเข้าใจธรรมชาติดี บ้านเรือนไทยจึงมีการเชื่อมพื้นที่ห้องต่างๆด้วยชานโล่ง ถือเป็นพื้นที่เปิดโล่งที่ช่วยให้บ้านเย็นสบายและน่าอยู่ หรือจะเป็นพื้นที่พักผ่อนนอกบ้านอย่างศาลาหรือแพริมน้ำ ในยามแดดร่มลมตกก็เป็นพื้นที่ทำกิจกรรมของทุกคนในบ้านได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ยังหมายถึงการมีระยะเว้นว่างระหว่างตัวบ้าน จากห้องถึงห้อง จากอาคารถึงอาคาร เพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่ผิวตัวอาคารให้สามารถระบายความร้อนออกไปได้ดีขึ้นด้วย
วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555
ปราบผู้รับเหมาให้อยู่หมัด
งบเราก็มีน้อย จะใช้บริษัทก็ไม่ไหว แพงจริงๆ จะใช้ ช่างทั่วไปก็กลัวจะโดนโกง
ทำอย่างไรดี
แต่ถ้าไม่มีงบประมาณมากพอละจะทำอย่างไรดี คงมีอย่างเดียวคือใช้ผู้รับเหมาทั่วไปนั่นเอง
ผู้รับเหมาทั่วไปเป็นใคร ??
แล้วจะทำอย่างไรไม่ให้ถูกโกง
จริงๆแล้วการตกลงราคาควรทำกันก่อนเลยและแบ่งงวดงานให้เรียบร้อย แต่ไม่ควรให้เงินมัดจำนะครับควรให้มาเริ่มงานก่อนแล้วแบ่งให้ สัก 30 % ของงวดแรกจะดีว่า
สมมุติว่า งานมูลค่า 10000 บาท ขอเบิก 7000 บาท ควรจะดูเนื้องานว่าทำได้เท่าไร ถึงครึ่งไหม โดยเคส นี้ควรให้ 5000 บาท เอาตามเนื้องานจริงดีกว่า ส่วนที่เหลือ ผู้รับเหมาต้องทำให้เสร็จก่อนที่จะเบิกเงินอีกครั้ง
บทสรุปก็คือ อย่าให้เงินผู้รับเหมามากจนเกินไป แต่ก็ไม่ควรให้น้อยไป ควรดูแต่พอดีๆนะครับ
วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
ชีวิตรของคนทำแบบ..!
วันพฤหัสบดีที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2554
ทำไมต้องจ้างคนทำแบบ
RIBA Royal Institution of British Architect
ได้ให้ความหมายและความสำคัญที่น่าสนใจ คนทำแบบจึงขอคัดลอกบทความนี้มาให้ได้อ่านกัน เผื่อท่านที่กำลังจะสร้างบ้าง หรือสร้างสิ่งปฏิมากรรมอื่น ๆ มาเจอเข้าแล้วคิดจะจ้างคนทำแบบขึ้นมาบ้าง
1.Architects are trained to take your brief and can see the big picture.
- สถาปนิกถูกฝึกมาให้ทำความเข้าใจกับความต้องการเบื้องต้น และจะมองภาพรวมของทั้งโครงการ
2.Architects look beyond your immediate requirements to design flexible buildings that will adapt with the changing needs of your business.
- สถาปนิกไม่ได้ออกแบบแค่ให้คุณใช้งานอาคารแค่วันนี้วันพรุ่งนี้ เขาจะออกแบบเผื่อให้ความต้องการ ความเปลี่ยนแปลงในอนาคตของธุรกิจคุณด้วย
3.Architects solve problems creatively.
- สถาปนิกจะแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ (ผ่านกระบวนการออกแบบ)
4.When they are involved at the earliest planning stage, they gain more opportunities to understand your business, develop creative solutions, and propose ways to reduce costs.
- จ้างสถาปนิกตั้งแต่แรกเริ่มโครงการเลย คุณจะประหยัดกว่า สถาปนิกมองเห็นโอกาสและจะทำความเข้าใจกับธุรกิจของคุณ (หรือแม้จะเป็นบ้านของคุณ) เขาจะพัฒนาแบบ หาทางออก หาทางเลือก หาวิธีประหยัดให้คุณ
5.Architects can save you money by maximising your investment.
- การจ้างสถาปนิกจริง ๆ แล้วจะช่วยคุณประหยัด และทำให้การใช้เงินและการลงทุนของคุณมีค่ามากที่สุด
6.A well-designed building can reduce your bills now and increase its long-term value.
- การออกแบบที่ดีโดยสถาปนิก ช่วยคุณประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว (ความเห็น : โดยเฉพาะปัจจุบันเรื่องของการประหยัดพลังงานกำลังเป็นเรื่องที่น่าสนใจและตระหนักถึง สถาปนิกได้ศึกษาเรื่องนี้กันมากขึ้น)
7.Architects can manage your project from site selection to completion. In many building projects the role of the architect includes co-ordinating a team of specialist consultants such as landscape architects, engineers, quantity surveyors, interior designers, builders and subcontractors.
- การจ้างสถาปนิกไม่ได้จ้างออกแบบอย่างเดียว เขาจะเป็นคนบริหารโครงการกลาย ๆ เป็นธุระให้คุณได้เกือบทุกเรื่อง ตั้งแต่ยังไม่ได้ซื้อที่ดิน สถาปนิกจะเป็นตัวกลางประสานทีมงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิศวกรต่าง ๆ ทีมสำรวจ หน่วยงานราชการ รวมทั้งผู้รับเหมา สถาปนิกบางคนช่วยคุณออกแบบโลโก้ให้ด้วยโดยไม่คิดเงิน
8.Architects can save you time.
- จริง ๆ การจ้างสถาปนิกจะช่วยคุณประหยัดเวลา
เป็นยังไงกันบ้างครับ สำหรับบทความที่เราได้หามาให้อ่านกัน ถ้ายังไม่เคลียร์ก็ขอรวบรวมข้อดีของการมีสถาปนิกเอาไว้คร่าว ๆ ดังนี้
สถาปนิกจะช่วยแปลความต้องการ หรือไอเดียที่ลูกค้ามีอยู่เป็นรูปธรรม เช่น ลูกค้าอยากได้บ้านสไตล์ ผนังปูนเปลือย โชว์ส่วนประกอบของสายไฟ และท่อ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่อยากให้มันดูดิบหรือแข็งเกินไปต้องให้มีความอบอุ่นแฝงอยู่ด้วย เป็นต้น ซึ่งสถาปนิกมีหน้าที่ที่จะต้องรวบรวมไอเดียและตอบสนองความต้องการอันหลากหลายให้ออกมาเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนที่สุด โดยการ Sketch มือออกมาก่อน หรือว่าใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์อันทันสมัยออกแบบให้ลูกค้าพึงพอใจและถูกต้องตรงกับความต้องการมากที่สุด
สถาปนิกจะช่วยออกแบบบ้านให้ ไม่เพียงตอบสนองด้านฟังก์ชั่น แต่ทำให้รูปลักษณ์ดูดีทั้งภายในและภายนอก และคุ้มค่าในระยะยาว และการอยู่สบายมีความสำคัญพอ ๆ กัน ถ้าเราเข้าใจความต้องการของตัวเองเป็นอย่างดี ก็อาจดัดแปลงแบบบ้านด้วยตัวเองให้น่าอยู่ได้ไม่ยากนัก แต่การออกแบบบ้านตั้งแต่ต้นรวมทั้งวางระบบน้ำ ไฟ สาธารณูโภค และเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ทั้งสวยงาม อยู่สบาย มีพื้นที่ใช้สอยในขนาดที่เหมาะสมและออกแบบให้เข้ากับ Lifestyle ของเจ้าของบ้านในระยะยาว มีความแข็งแรง ปลอดภัย ประหยัดพลังงาน และใช้งบประมาณการก่อสร้างที่เหมาะสม จำเป็นจะต้องได้ผู้เชี่ยวชาญอย่างทีมสถาปนิก และวิศวกรมาช่วยออกแบบ อย่าคิดเองหรือเชื่อผู้รับเหมามากนัก เพราะจะได้ไม่คุ้มเสีย เพราะสถาปนิกจะมีแบบแปลนก่อสร้างที่ตอบโจทย์ของลูกค้าแล้ว สถาปนิกยังมีวิศวกรช่วยออกแบบและเลือกวัสดุที่มีความเหมาะสมกับขนาดและแบบบ้าน เจ้าของบ้านบางคนอยากประหยัดด้วยการไม่จ้างสถาปนิก แต่กลับต้องเสียเงินจำนวนมากไปกับคำแนะนำที่ไม่ถูกต้องของผู้รับเหมา เช่นให้ฝังเสาเข็มมากเกินความจำเป็น หรือการเลือกวัสดุที่ไม่สอดคล้องกับโครงสร้าง กลายเป็นเรื่องเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย การมีแบบแปลนก่อสร้างที่มีรายละเอียดชัดเจน จะช่วยให้เราสามารถเปรียบเทียบค่าก่อสร้างจากผู้รับเหมาหลาย ๆ ราย และเลือกรายที่คุ้มค่าได้มากที่สุด
สถาปนิกเป็นคนสำคัญในการควบคุมให้การสร้างบ้านให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ออกแบบไว้นอกจากจะทำหน้าที่ออกแบบบ้านแล้ว สถาปนิกจะช่วยตรวจสอบผู้รับเหมาก่อสร้างให้ทำงานตามรายละเอียดที่กำหนดไว้ เนื่องจากเจ้าของบ้านอย่างเรา ๆ คงไม่คุ้นเคยกับการอ่านแปลนก่อสร้าง ไม่รู้รายละเอียดและสเปคของวัสดุ จึงเป็นช่องโหว่ที่ผู้รับเหมาที่ไม่ซื่อสัตย์สามารถเอาเปรียบได้ เพราะฉะนั้นการมีผู้รู้แบบสถาปนิกคอยช่วยดูแลสอดส่องจึงมีความสำคัญ และนับว่าคุ้มค่ามาก อย่าเสียน้อย เสียยาก เสียมาก เสียง่าย กันอยู่เลย
มั่นในได้ว่าเราสร้างอย่างถูกกฏหมาย และไม่ต้องทะเลาะกับคนข้างบ้าน เจ้าของบ้านหลายคนคงไม่ทราบว่าเมืองไทยเรามีกฎหมายควบคุมเรื่องการสร้างบ้านอยู่หลายข้อ ซึ่งเราต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง เช่นการเว้นระยะห่างจากข้างบน หรือจากถนนหน้าบ้าน การกำหนดระบบสาธารณูโภคในบ้าน ซึ่งรายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ เหล่านี้ จำเป็นต้องมีผู้รู้อย่างสถาปนิกช่วยทำหน้าที่ เพื่อหลีกเลี่ยงการมีปัญหาด้านกฏหมาย โดยหลังจากออกแบบบ้านเสร็จ สถาปนิกจะต้องช่วยจัดเตรียมเอกสารเพื่อยื่นขออนุญาตที่เขตให้เรียบร้อยด้วย เราก็แค่มีหน้าที่ไปยื่นเอกสารเท่านั้นเอง
เป็นยังไงบ้างครับสำหรับข้อดีคร่าว ๆ ที่ผมรวบรวมมาให้อ่านกันเท่าที่จะนึกออกและหาได้ นี่คือบางส่วนเพียงเท่านั้น ก็หวังว่าท่านเจ้าของบ้าน และคุณผู้อ่านทั้งหลายที่ต้องการจะมีบ้านในอุดมคติ จะมองเหล่าสถาปนิกในแง่ดีขึ้นบ้างไม่มากก็น้อยนะครับ
ทำไมต้องจ้างคนทำแบบ..!
หลาย ๆ ท่านคงจะเคยคิดกันว่าทำไมต้องจ้างคนทำแบบ เมื่อต้องการที่จะสร้างบ้านสักหลังหนึ่งขึ้นมา คนทำแบบจึงขวนขวายหาบทความที่เป็นเหตุเป็นผล ที่น่าจะทำให้หลาย ๆ ท่าน ที่ยังไม่เข้าใจถึงความสำคัญในการจ้างสถาปนิก หรือคนทำแบบอย่างเรา
RIBA Royal Institution of British Architect
ได้ให้ความหมายและความสำคัญที่น่าสนใจ คนทำแบบจึงขอคัดลอกบทความนี้มาให้ได้อ่านกัน เผื่อท่านที่กำลังจะสร้างบ้าง หรือสร้างสิ่งปฏิมากรรมอื่น ๆ มาเจอเข้าแล้วคิดจะจ้างคนทำแบบขึ้นมาบ้าง
1.Architects are trained to take your brief and can see the big picture.
- สถาปนิกถูกฝึกมาให้ทำความเข้าใจกับความต้องการเบื้องต้น และจะมองภาพรวมของทั้งโครงการ
2.Architects look beyond your immediate requirements to design flexible buildings that will adapt with the changing needs of your business.
- สถาปนิกไม่ได้ออกแบบแค่ให้คุณใช้งานอาคารแค่วันนี้วันพรุ่งนี้ เขาจะออกแบบเผื่อให้ความต้องการ ความเปลี่ยนแปลงในอนาคตของธุรกิจคุณด้วย
3.Architects solve problems creatively.
- สถาปนิกจะแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ (ผ่านกระบวนการออกแบบ)
4.When they are involved at the earliest planning stage, they gain more opportunities to understand your business, develop creative solutions, and propose ways to reduce costs.
- จ้างสถาปนิกตั้งแต่แรกเริ่มโครงการเลย คุณจะประหยัดกว่า สถาปนิกมองเห็นโอกาสและจะทำความเข้าใจกับธุรกิจของคุณ (หรือแม้จะเป็นบ้านของคุณ) เขาจะพัฒนาแบบ หาทางออก หาทางเลือก หาวิธีประหยัดให้คุณ
5.Architects can save you money by maximising your investment.
- การจ้างสถาปนิกจริง ๆ แล้วจะช่วยคุณประหยัด และทำให้การใช้เงินและการลงทุนของคุณมีค่ามากที่สุด
6.A well-designed building can reduce your bills now and increase its long-term value.
- การออกแบบที่ดีโดยสถาปนิก ช่วยคุณประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว (ความเห็น : โดยเฉพาะปัจจุบันเรื่องของการประหยัดพลังงานกำลังเป็นเรื่องที่น่าสนใจและตระหนักถึง สถาปนิกได้ศึกษาเรื่องนี้กันมากขึ้น)
7.Architects can manage your project from site selection to completion. In many building projects the role of the architect includes co-ordinating a team of specialist consultants such as landscape architects, engineers, quantity surveyors, interior designers, builders and subcontractors.
- การจ้างสถาปนิกไม่ได้จ้างออกแบบอย่างเดียว เขาจะเป็นคนบริหารโครงการกลาย ๆ เป็นธุระให้คุณได้เกือบทุกเรื่อง ตั้งแต่ยังไม่ได้ซื้อที่ดิน สถาปนิกจะเป็นตัวกลางประสานทีมงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิศวกรต่าง ๆ ทีมสำรวจ หน่วยงานราชการ รวมทั้งผู้รับเหมา สถาปนิกบางคนช่วยคุณออกแบบโลโก้ให้ด้วยโดยไม่คิดเงิน
8.Architects can save you time.
- จริง ๆ การจ้างสถาปนิกจะช่วยคุณประหยัดเวลา
เป็นยังไงกันบ้างครับ สำหรับบทความที่เราได้หามาให้อ่านกัน ถ้ายังไม่เคลียร์ก็ขอรวบรวมข้อดีของการมีสถาปนิกเอาไว้คร่าว ๆ ดังนี้
สถาปนิกจะช่วยแปลความต้องการ หรือไอเดียที่ลูกค้ามีอยู่เป็นรูปธรรม เช่น ลูกค้าอยากได้บ้านสไตล์ ผนังปูนเปลือย โชว์ส่วนประกอบของสายไฟ และท่อ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่อยากให้มันดูดิบหรือแข็งเกินไปต้องให้มีความอบอุ่นแฝงอยู่ด้วย เป็นต้น ซึ่งสถาปนิกมีหน้าที่ที่จะต้องรวบรวมไอเดียและตอบสนองความต้องการอันหลากหลายให้ออกมาเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนที่สุด โดยการ Sketch มือออกมาก่อน หรือว่าใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์อันทันสมัยออกแบบให้ลูกค้าพึงพอใจและถูกต้องตรงกับความต้องการมากที่สุด
สถาปนิกจะช่วยออกแบบบ้านให้ ไม่เพียงตอบสนองด้านฟังก์ชั่น แต่ทำให้รูปลักษณ์ดูดีทั้งภายในและภายนอก และคุ้มค่าในระยะยาว และการอยู่สบายมีความสำคัญพอ ๆ กัน ถ้าเราเข้าใจความต้องการของตัวเองเป็นอย่างดี ก็อาจดัดแปลงแบบบ้านด้วยตัวเองให้น่าอยู่ได้ไม่ยากนัก แต่การออกแบบบ้านตั้งแต่ต้นรวมทั้งวางระบบน้ำ ไฟ สาธารณูโภค และเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ทั้งสวยงาม อยู่สบาย มีพื้นที่ใช้สอยในขนาดที่เหมาะสมและออกแบบให้เข้ากับ Lifestyle ของเจ้าของบ้านในระยะยาว มีความแข็งแรง ปลอดภัย ประหยัดพลังงาน และใช้งบประมาณการก่อสร้างที่เหมาะสม จำเป็นจะต้องได้ผู้เชี่ยวชาญอย่างทีมสถาปนิก และวิศวกรมาช่วยออกแบบ อย่าคิดเองหรือเชื่อผู้รับเหมามากนัก เพราะจะได้ไม่คุ้มเสีย เพราะสถาปนิกจะมีแบบแปลนก่อสร้างที่ตอบโจทย์ของลูกค้าแล้ว สถาปนิกยังมีวิศวกรช่วยออกแบบและเลือกวัสดุที่มีความเหมาะสมกับขนาดและแบบบ้าน เจ้าของบ้านบางคนอยากประหยัดด้วยการไม่จ้างสถาปนิก แต่กลับต้องเสียเงินจำนวนมากไปกับคำแนะนำที่ไม่ถูกต้องของผู้รับเหมา เช่นให้ฝังเสาเข็มมากเกินความจำเป็น หรือการเลือกวัสดุที่ไม่สอดคล้องกับโครงสร้าง กลายเป็นเรื่องเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย การมีแบบแปลนก่อสร้างที่มีรายละเอียดชัดเจน จะช่วยให้เราสามารถเปรียบเทียบค่าก่อสร้างจากผู้รับเหมาหลาย ๆ ราย และเลือกรายที่คุ้มค่าได้มากที่สุด
สถาปนิกเป็นคนสำคัญในการควบคุมให้การสร้างบ้านให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ออกแบบไว้นอกจากจะทำหน้าที่ออกแบบบ้านแล้ว สถาปนิกจะช่วยตรวจสอบผู้รับเหมาก่อสร้างให้ทำงานตามรายละเอียดที่กำหนดไว้ เนื่องจากเจ้าของบ้านอย่างเรา ๆ คงไม่คุ้นเคยกับการอ่านแปลนก่อสร้าง ไม่รู้รายละเอียดและสเปคของวัสดุ จึงเป็นช่องโหว่ที่ผู้รับเหมาที่ไม่ซื่อสัตย์สามารถเอาเปรียบได้ เพราะฉะนั้นการมีผู้รู้แบบสถาปนิกคอยช่วยดูแลสอดส่องจึงมีความสำคัญ และนับว่าคุ้มค่ามาก อย่าเสียน้อย เสียยาก เสียมาก เสียง่าย กันอยู่เลย
มั่นในได้ว่าเราสร้างอย่างถูกกฏหมาย และไม่ต้องทะเลาะกับคนข้างบ้าน เจ้าของบ้านหลายคนคงไม่ทราบว่าเมืองไทยเรามีกฎหมายควบคุมเรื่องการสร้างบ้านอยู่หลายข้อ ซึ่งเราต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง เช่นการเว้นระยะห่างจากข้างบน หรือจากถนนหน้าบ้าน การกำหนดระบบสาธารณูโภคในบ้าน ซึ่งรายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ เหล่านี้ จำเป็นต้องมีผู้รู้อย่างสถาปนิกช่วยทำหน้าที่ เพื่อหลีกเลี่ยงการมีปัญหาด้านกฏหมาย โดยหลังจากออกแบบบ้านเสร็จ สถาปนิกจะต้องช่วยจัดเตรียมเอกสารเพื่อยื่นขออนุญาตที่เขตให้เรียบร้อยด้วย เราก็แค่มีหน้าที่ไปยื่นเอกสารเท่านั้นเอง
เป็นยังไงบ้างครับสำหรับข้อดีคร่าว ๆ ที่ผมรวบรวมมาให้อ่านกันเท่าที่จะนึกออกและหาได้ นี่คือบางส่วนเพียงเท่านั้น ก็หวังว่าท่านเจ้าของบ้าน และคุณผู้อ่านทั้งหลายที่ต้องการจะมีบ้านในอุดมคติ จะมองเหล่าสถาปนิกในแง่ดีขึ้นบ้างไม่มากก็น้อยนะครับ
บทความโดนใจ
บทความโดนใจ
Submitted by PARCH on Tue, 05/03/2005 - 11:06. จากเวปบอร์ด www.asa.or.th
อยากถามจากประสบการณ์ทุกท่านว่าปัจจุบันระหว่างบริษัทกับการรับงานอิสระ (freelance)ใช้ อัตราส่วนเท่าใดในการคิดค่าบริการวิชาชีพบ้าง แล้วมาตรฐานจากส่วนกลางที่เคยกำหนดยังใช้ได้กับสภาพปัจจุบันอยู่หรือป่าว (เฉลี่ยจากมาตรฐานระดับกลางนะครับ เพราะถ้าเป็นบริษัทแนวหน้าคงจะโดดมาก)
ขอบคุณสำหรับทุกคำตอบครับ....
ปัญหาของผมคือปัจจุบันในระดับสถาปนิกชนชั้นกลางไม่สามารถเก็บค่าแบบได้ตาม ที่สมาคมกำหนดแม้เพียงครึ่งหนึ่ง (อย่าเพิ่งทักว่าทำแบบและบริการดีพอหรือ ยัง) จากการสำรวจข้อมูลรอบตัวแต่ยังไม่กว้างพอเลยอยากจะขอความเห็นเพื่อนร่วม วิชาชีพ
เพราะหากเป็นอย่างนั้นต่อไปเราควรเสนองานเป็น Package หรือปล่าว เช่น บ้านทำราคาเท่านี้ อาคารพานิชย์ทำราคาเท่านี้ โรงแรมทำราคาเท่านี้ ร้านทำราคาเท่านี้ ฯลฯ
น่าจะเป็นทางออกของความอยู่รอดหรือป่าว (และอย่าเพิ่งทักว่าจะเป็นการตัดราคาเพื่อนร่วมวิชาชีพ) เพราะที่ผ่านมาผมยึดเกณฑ์ของสมาคมเป็นหลัก หักลบประสบการณ์ยังเยาว์และไม่ใช่รูปแบบบริษัท เหลือไม่ถึงครึ่งตามที่สมาคมกำหนดก็คิดว่าเหมาะสมแล้ว ไม่วายโดนต่อราคา และโดนตัดราคา ด้วยความเป็นคนที่เชื่อฟังครูบาอาจารย์ ยึดในหลักจรรยาบรรณวิชาชีพ ทำให้หลายครั้งตัดใจไม่ลดค่าแบบแล้วก็ไม่ได้งาน หรือรับแล้ว ไม่จ่ายใต้โต๊ะ แบบ ก็ไปกองอยู่ในสถานที่สกปรก และคนสกปรก
หรือตำราใช้ไม่ได้จริงกับโลกปัจจุบัน
หรือคนเขียนตำราก็ทำไม่ได้เป็นเพียงแต่ตำราในอุดมคติ
หรือต้องเป็นสถาปนิกชนชั้นสูงจึงสามารถเก็บค่าแบบตามตำราได้
หรือสังคมยังไม่เข้าใจ ทำไมกลุ่มคนเขียนตำรา ไม่บอกสังคม หรือทำให้สังคมรับรู้
หรือทำไมตำราไม่สอนวิธีอธิบายขั้นตอนการบอกให้ลูกค้าเข้าใจ จะได้ให้ Architectural Saleman เอาไปใช้เลย
ทำไมตำรวจต้องเป็นโจร
ทำไม อบต.รวยกว่าสถาปนิก
อยากมีกินต้องเปลี่ยนอาชีพหรือป่าว
*โปรดใช้วิจารณญาณและสติปัญญาในการตอบ หรือถ้าไม่อยากตอบก็อย่าตีรวน ไม่สร้างสรรค์อย่าเพิ่งทำลาย อยากเขียนให้อ่านเฉยๆ
Submitted by EI on Tue, 05/03/2005 - 23:18. www.asa.or.th
เมื่อได้อ่านแล้วก็อยากขอเล่าเรื่องการประกอบวิชาชีพของผมให้ฟังน่ะครับ จะเหมือนหรือแตกต่างจากใครอย่างไรก็แล้วแต่ครับ
1. ประเด็นเรื่องค่าออกแบบ เก็บเต็ม 7%สำหรับงานขนาดเล็ก และลดลงตามขนาดของงานแต่ไม่ต่ำกว่า 5% ซึ่งการเสนอค่าออกแบบจะคิดชั่วโมงทำงานแบบคาดการณ์ควบคู่ไปกับการส่ง% เสมอ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้แสดงชั่วโมงทำงานให้ลูกค้าทราบทุกรายไปแต่จะทำไว้ดูเป็น ข้อมูลพื้นฐานและใช้อธิบายให้ลูกค้าฟังครับ ส่วนค่าบริการอื่นๆที่นอกเหนือหน้าที่ถ้าสามารถทำได้โดยไม่เป็นภาระก็ยินดี ทำให้เนื่องจากเป็นผู้เข้าใจแบบตนเองมากกว่าใคร แต่หากมีค่าใช้จ่ายจะแจ้งให้ลูกค้าทราบและจัดเก็บเป็นระยะเช่นจัดเก็บราย เดือนหรือเมื่อครบมูลค่าหนึ่ง เช่นเมื่อค่าบริการถึงยอด 5,000 บาทก็ทำใบแจ้งขอเก็บค่าบริการเป็นต้นครับ การทิ้งค่าบริการไว้กับลูกค้านานเกินไปอาจเกิดความเข้าใจผิดได้ครับ เช่น 1. ผู้ออกแบบไม่คิดจะเก็บค่าบริการถือว่าเป็นบริการหลังการขาย
2. อยากนำเงินไปใช้อย่างอื่นมากกว่าให้สถาปนิก 3. เสียดายจังเงินเยอะนิ
3. มาตรฐานการประกอบวิชาชีพ เรื่องจากรับงาน ทำแบบร่างอาจจะหลายรอบ ทำแบบขออนุญาต ทำแบบก่อสร้าง ทำรายการประกอบแบบ ทำรายการประมาณราคา ทำเอกสารจัดหาผู้รับเหมา เป็นที่ปรึกษาช่วยตรวจสอบและคัดเลือกผู้รับเหมา ตรวจสอบงาน ณ สถานที่ก่อสร้างในช่วงเวลาสำคัญๆ เป็นกรรมการตรวจการจ้าง( บางครั้ง ) ไปงานขึ้นบ้านใหม่ แวะไปรับคำชมหรือคำต่อว่าเป็นครั้งคราว
4. มาตรฐานราคาที่กำหนดขึ้นเป็นมาตรฐาน ที่สามารถดำเนินการให้มีประสิทธิภาพได้แต่ไม่ดีที่สุด ถ้าต่ำกว่านี้น่าจะขาดค่าใช้จ่ายบางส่วนไป อยากให้ลองสำรวจดูครับ ค่าบริการวิชาชีพเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วน่าจะเหลือติดกระเป๋า 10%-30% ซึ่งกำไรที่เหลือนี้ควรนำไปจัดสรรใช้ให้ได้สัดส่วน เช่น 1. จัดเป็นเงินออมระยะยาว(ฝากธนาคารหรือลงทุนความเสี่ยงต่ำ ) 2. ประกันชีวิต( จำเป็นนะครับ ) 3. การศึกษา 4. บันเทิง 5. ของขวัญให้ตัวเองในโอกาสสำคัญ 6. ใช้ดำเนินชีวิต เมื่อจัดสรรแล้วนำมาคิดว่าใน 1 งานจะสามารถพยุงชีวิตได้นานเท่าไรจากนั้นจะพอคาดการณ์ได้ว่าควรทำงานกี่ชิ้นและคิดค่าออกแบบเท่าไร
5. งานเอกสารเช่น สัยญาจ้างจะต้องละเอียดครบถ้วนตลอดกระบวนการออกแบบครับ อย่าลอกมั่วๆโดยไม่ใช้สมอง คิดก่อนส่งให้ลูกค้าเสมอให้มีจรรยาบรรณและยุติธรรมทั้ง 2 ฝ่าย
6. ค่า spec. แบบ โทรไปขอที่ร้านค้าหรือผุ้ผลิตได้แต่ให้ขอเป็นส่วนลดให้ลูกค้าเท่านั้น สุดท้ายแล้วเรื่องการกินค่า Spec จะไปถึงลูกค้าหรือผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ทางใดก็ทางหนึ่งครับ และควร spec แบบโดยไม่เป็นแก่ความสาวความสวย มองที่คุณภาพสินค้าเป็นสำคัญ
7. การออกแบบ อย่าออกแบบแบบครั้งเดียวจบ ควรมีเวลาให้กับกระบวนการออกแบบมากเท่าที่จะมากได้เพราะจะเป้นการพัฒนาตน เองอย่างยิ่ง คิดมากๆทำมากๆ วันนึงจะเห็นว่าเรามีความชำนาญมากขึ้น กระบวนการอื่นๆค่อนข้างใช้เวลาตายตัวให้คุมเวลาให้ดี
8. ถ้าคิดว่าเป็นสถาปนิกอิสระแล้วจะอด ตายได้ ให้เข้าไปทำงานออฟฟิสก่อนสักระยะแล้วค่อยขยับขยาย ถ้ารู้ว่าไม่มีน้ำแล้วยังเดินเข้าไปในทะเลทราย ตายไปจะโทษใครดี
9. อย่าดื้อ อย่าเรื่องมาก ทำใจกว้างๆ ฟังมากๆคิดมากๆ พูดน้อยๆ
10. อย่าเมาแล้วขับ
วัตถุประสงค์การตั้งราคา
1. เพื่อความอยู่รอด สูงไปไม่มีลูกค้า ต่ำไปก็ขาดทุน
2. กำไรสูงสุด
3. รายได้สูงสุด เพื่อหวัง market share ในระยะยาว
4. เติบโตสูงสุด เพื่อให้เกิด economy of scale ในการผลิต
5. maximum market skimming ตั้งให้ขายได้ราคาดีที่สุด ในแต่ละช่วงเวลา เช่นพวกสินค้า IT
6. เพื่อความเป็นผู้นำด้านคุณภาพ
ฯลฯ
ปัจจัยที่ใช้ในการพิจารณาตั้งราคา
1. ลูกค้า = ความต้องการ/อัตถประโยชน์/จิตวิทยา
2. ภายใน = ต้นทุน/ผลกำไรที่ต้องการ
3. คู่แข่ง = ส่วนแบ่งตลาด/การแข่งขัน
4. สินค้าและบริการ = การแบ่งส่วนตลาด/ตำแหน่งผลิตภัณฑ์

























